พระอาจารย์
12/23 (561027A)
27 ตุลาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ –
ให้มันเอาไปใช้ให้มันเกิดประโยชน์กับตัวเองให้ได้ ...เพราะคนน่ะมันขี้ลืม ถ้าไม่ทำนานๆ มันก็ลืมแล้ว
ทางเข้าออกขององค์มรรคอยู่ที่ไหน ทางเข้าออกของกายอยู่ที่ไหน
อะไรเป็นกายปัจจุบัน อะไรเป็นกายอดีต-อนาคต ...เดี๋ยวก็ลืมแล้ว ถ้าไม่ทำนานๆ น่ะ
เพราะมันพร้อมที่จะโง่ตลอดเวลาอยู่แล้ว...จิตหรือเรานี่ พร้อมที่จะอยู่แบบสบายๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรอยู่แล้วตลอดเวลา
มันชอบอยู่ด้วยความมักง่าย ...อยู่ง่ายๆ ตายง่ายๆ ทำอะไรง่ายๆ
อะไรที่มันยากหน่อยยากนิดล่ะไม่เอา
มันจะนอนอยู่อย่างงั้นน่ะ เดินก็นอน นั่งก็นอน ยืนก็นอน หยิบจับอะไรก็นอน ...จิตน่ะมันนอน ใจน่ะมันนอน ไม่ตั้งขึ้น ไม่รู้ขึ้น ไม่เห็นขึ้นมา
นอนจนตายน่ะ หลับไปจนตายน่ะ
ไม่ตื่นขึ้น ไม่ลุกขึ้น ...นี่โดยสันดานของกิเลส
นี่โดยสันดานของจิตอวิชชาตัณหาความไม่รู้เลย ...มักง่าย อยู่ง่าย ตายง่ายๆ
ไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ไม่ชี้กับอะไรเลย ...เหล่านี้ อยู่อย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ ภาษาเรานี่เรียกว่าเสียชาติเกิด
เสียชาติที่ได้เกิดมาเป็นคน เสียชาติที่ได้เกิดมามีขันธ์
เสียชาติที่ได้เกิดมามีความครบถ้วนขององคาพยพของขันธ์
ไม่ขาดตกบกพร่อง ...สามารถใช้น้อมนำไปทำประโยชน์ในแง่ของศีลสมาธิปัญญาได้อย่างเต็มภาคเต็มภูมิ
กลับปล่อยทิ้งปล่อยขว้างไป
หาแก่นสารสาระที่แท้จริงไม่ได้ เน่าเปื่อยไป ผุพังไป ...มันเป็นทุกคนน่ะ ไอ้เน่าเปื่อยผุพัง จนมอดไหม้ จนถูกเผาน่ะ
แต่ขันธ์ไหนมันจะมีประโยชน์สำหรับบุคคลนั้นๆ
ที่สุดเล่า ...ถึงต้องคอยบอกอยู่เสมอว่า กายนี้สำคัญนะ อย่าห่าง อย่าทิ้ง
อย่าอยู่กับมันแบบปล่อยปละละเลย อย่าอยู่กับมันแบบไม่เห็นค่าเห็นราคา
กลับไปเห็นบ้าน รถ คนรัก คนชอบ
คนรอบข้าง เพื่อนสนิทมิตรสหาย เป็นของมีค่ามีราคา เป็นของสำคัญ ...หรือไปอยู่กับครูบาอาจารย์
เห็นครูบาอาจารย์เป็นของมีค่ามีความสำคัญ
นี่ไม่สำคัญหรอก...เท่ากับกายของตัวเอง ...ให้มันเห็น ให้มันรู้ ให้มันดูทั้งวี่ทั้งวัน ให้อยู่กับมันทั้งวี่ทั้งวัน
ทุกขณะปัจจุบันน่ะ ทุกขณะๆ
พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า
ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ... ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ...ที่นี้ๆ ที่เดียวเท่านั้น วิปัสสติ ทำความรู้แจ้งอยู่ที่นี้ๆ ที่เดียวเท่านั้น
ใครจะเป็นยังไง
ครูบาอาจารย์จะเป็นยังไง ไม่ต้องไปรู้แจ้งกับท่าน ไม่ต้องไปเห็นถูกเห็นผิด เอาสุขเอาทุกข์อะไรกับท่านหรอก ...เอาที่นี้ๆ ให้ได้ก่อน เอาตัวรอดก่อน
คนอื่นจะรอดแล้ว หรือคนอื่นจะไม่รอด
ชั่งมัน ...คนที่รอดแล้วคือครูบาอาจารย์ ไอ้คนที่ไม่รอดคือเพื่อนมัน สัตว์โลก ...ก็ชั่งมัน เอาตัวเองให้รอด ตัตถะๆ ให้ได้ก่อน...ที่นี้ที่เดียว
นั่งนอนยืนกินอยู่กับมันมาสามสิบสี่สิบปี
ไม่รู้จักว่ากายคืออะไร เนี่ย มันผ่านไปแล้ว หมดเวลาไปน่ะเป็นครึ่งอายุแล้ว
เกินครึ่งอายุก็มี ยังไม่รู้จักเลยว่ากายคืออะไร
แล้วจะตายกับมันอยู่นี่
แล้วจะปล่อยให้กายนี้ตายไปอยู่นี่ โดยที่ไม่รู้อะไรกับมันเลย ...ถึงรู้ก็แค่คาดๆ เดาๆ
รู้แค่ตามตำรา รู้แค่ได้ยินได้ฟังมา รู้แค่คิดเอาเอง มีความเห็นเอาเองของเรา
...ได้ไง
มันต้องรู้ด้วยการภาวนา
มันต้องรู้ด้วยการปฏิบัติ มันต้องรู้ด้วยสติ มันต้องรู้ด้วยสมาธิ
มันต้องรู้ด้วยญาณทัสสนะ ...มันจึงจะเข้าใจว่ากายจริงๆ คืออะไร
ความเป็นจริงของมันแค่ไหน
แล้วผลแห่งความพากเพียร...ที่มันรู้ในแง่ของศีลสติสมาธิและปัญญานี่ ...เกินกว่าที่จะคาดฝันถึง
ไอ้ผลที่ได้จากสุขในการกิน
ในการเที่ยว ในการเห็น ในการได้ยิน ในการไปมาหาสู่กับคนนั้นคนนี้
ในการเสพสัมผัสกับเนื้อกับกายกับวัตถุ ...ไม่มีทางเทียบได้ บอกให้
ไม่มีทางเทียบ...กับผลที่ได้จากการกลับมารู้กายตามความเป็นจริง
กับผลที่ได้จากการรู้เห็นกายในแง่มุมของสติสมาธิและปัญญาที่เป็นสัมมาเลย
เหล่านี้ต้องขวนขวายด้วยกำลังของตัวเจ้าของเอง
ไม่มีใครช่วยได้ ไม่มีใครทำแทนได้ ไม่มีใครทำให้กันได้ ...ศีลใครก็คนนั้น
สมาธิใครก็ต้องของคนนั้น สติใครก็ต้องของคนนั้น
แล้วก็รับผลของตนเองไป ...จะเอาผลไปให้คนอื่นก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน จะไปแบ่งสันปันส่วนให้เมียให้ผัว
ให้ลูกให้หลาน ให้พ่อให้แม่ ให้คนที่รัก ให้คนที่มีคุณ ...ไม่ได้
นี่มันเป็นเรื่องจำเพาะตนจริงๆ
แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำได้จริงด้วย ...แต่ไอ้สิ่งที่คิดอยู่ ไอ้สิ่งที่ฝันอยู่
ในการใช้ชีวิตอยู่นี่ มันจริงบ้างไม่จริงบ้าง ได้บ้างไม่ได้บ้าง...ซึ่งส่วนมากไม่ได้
มีใครไม่ฝันจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้านบ้าง มีใครไม่คิดเสพสุขอยู่สบายไปตลอดชีวิต ...แล้วมีใครได้สักกี่คน แทบจะไม่มีเลย แต่ก็ยังไปเฝ้าคิดเฝ้าหาอยู่อย่างงั้นน่ะ
มีคนไหนล่ะที่จะไม่ฝันว่าจะตายแบบสบายๆ
ไม่ทุกข์ ไม่เจ็บ ไม่ทรมาน ...คิดกันทั้งนั้นน่ะ ฝันกันทั้งนั้นน่ะ ...แล้วดูเอา
มีใครสำเร็จประโยชน์ผลตามความคิดตามความฝันนั้นมั้ย
ก็ยังเฝ้าคิด เฝ้าหา
เฝ้ารออยู่ตรงนั้น ...มันหาความเป็นจริงอะไรไม่ได้ หาความชัดเจนไม่ได้
หาความแน่นอนไม่ได้น่ะ ...เพราะทั้งหมด ทั้งหลายทั้งปวงน่ะ...ไม่มีอะไรเที่ยง
แต่ศีลเที่ยง สมาธิเที่ยง ปัญญาเที่ยง...ในผล
อย่างไรอย่างนั้น ผลต้องเป็นอย่างนั้น ...ไม่ผิด
ไม่มีคำว่าคลาดเคลื่อน...จากความออกจากทุกข์ จากความเจือจางลงของทุกข์ จากความเบาบางลงของทุกข์
จนถึงความหมดสิ้นไปของทุกข์ ...แน่ๆ
แต่พวกเรายังไปเฝ้าคิดเฝ้าหา
อยู่ในการเฝ้ารอเฝ้าคอย อยู่ในอารมณ์ อยู่ในอดีต อยู่ในอนาคต ...แล้วก็ไปจริงจังอยู่กับสิ่งเหล่านั้น มากเสียกว่าจริงจังในศีลสมาธิปัญญา...ที่ผลน่ะเที่ยง
รีบกลับเนื้อกลับตัวซะ ขวนขวายขึ้นมา...มากๆ ...แข่งกับเวลา แข่งกับลมหายใจเข้า-ออกที่มันหมดไป สิ้นไป จางไป
จะร่ำจะรวย จะยากดีมีจน
จะเป็นหญิง-ชาย ...ไม่เกี่ยว ไม่สน ทุกคนมีศีล
ทุกคนมีอุปกรณ์ ทุกคนมีเครื่องมือ ..ไม่มีเพศมาเป็นตัวกำหนด
ไม่มีอายุมาเป็นตัวแบ่งแยก ไม่มีสถานะมาเป็นตัวคัดสรร
ทุกคนมีอุปกรณ์เดียวกันหมด
เหมือนกันหมด เท่ากันหมด อย่างเดียวกันหมด แล้ววิธีการใช้ก็ใช้ได้ทุกเวลาทุกนาที
ทุกปัจจุบัน ...เหมือนกันหมด
ไม่ใช่ว่าต้องรอให้สตาร์ทได้ซะก่อน
หรือต้องรอเผาหัวซะก่อน หรือต้องรอเติมน้ำมันให้มันเต็มซะก่อน หรือต้องรอเวลานั้น
รอเวลานี้ อย่างนั้นอย่างนี้
เอาให้มันจริงจังลงไปในทุกปัจจุบัน ...ไอ้คำว่าไม่ได้น่ะไม่มี...อย่าๆ ไอ้คำว่าทำไม่ได้...อย่าๆ ไอ้คำว่าไม่มีเวลา...อย่า ไอ้คำว่า “รอไว้ก่อน” นี่...ลบออกจากสารบบเลย
ไอ้คำว่า...กำลังมีเรื่องอยู่
ทำไม่ได้ ไอ้ที่ว่า...กำลังกินอยู่
ทำไม่ได้ ไอ้คำว่า...กำลังพูดกำลังคุยอยู่
ทำไม่ได้...อย่า อย่าให้มันมี ...เหมือนกับ "หย่า" กับมันซะ
เพราะนั้นไอ้ตอน “หย่า” นี่ ...แรกๆ
ก็จดทะเบียนหย่ากันไปก่อน อาจจะไปอยู่กินกับมันบ้าง แต่ว่าให้จดทะเบียนหย่าไว้
ให้รู้ว่าหย่า...อย่า จะไม่คบกันแล้ว ไม่เป็นคู่กันต่อไปอีกแล้วกับอาการเหล่านี้
หย่าแบบหยาบๆ ก่อน แล้วก็ค่อยๆ
หย่าจริงๆ ...ทีนี้อย่ามาแตะต้องกันเลยเชียวนะ คนละเผ่าพันธุ์กันแล้ว
คนละความเป็นไปกันแล้ว ...เอาให้ขาด เอาให้ไม่มีคำกล่าวอ้างขึ้นมาได้น่ะ
ไม่งั้นก็ตามมันต้อยๆ ตามความคิดนั้น
ตามความเชื่อนั้น ตามภาษาที่คิดขึ้นมาเองว่าไม่มีเวลา ...มันกลายเป็นจบกันตรงนั้น จบข่าว
จบศีลตรงนั้น จบสมาธิตรงนั้น จบปัญญาอยู่ตรงนั้น
ทุกครั้งที่บอกว่าไม่มีเวลา
ทุกครั้งที่กำลังอารมณ์ไม่ดี ศีลมีไม่ได้ สมาธิมีไม่ได้ ปัญญามีไม่ได้ เกิดไม่ได้ …ก็ไอ้ตรงนั้นน่ะต้องมีให้ได้ ไอ้ตรงที่อารมณ์ไม่ดี
ยิ่งต้องมีให้ได้ ...ไม่ได้ก็ต้องได้
เพราะเวลานั้นน่ะเป็นเวลาที่กิเลสมันกำลังชูคอพองขน
หรือเป็นนกยูงก็กำลังรำแพนเลยนั่นน่ะ ...ถ้าไม่ทำตอนนั้นแล้วจะไปทำตอนไหน ตอนหลับรึไง ตอนที่ไม่มีกิเลสปรากฏรึไง
ภาวนานี่เพื่อจะให้เห็นกิเลส
แล้วจะได้ละมันแบบถูกหัวถูกตัว ถูกหน้าถูกตามัน ...ก็มันแสดงหน้าตาให้เห็นตอนนั้น
กลับบอกว่าไม่มีเวลาทำ ...บ้าอ่ะป่าว
ต้องรอให้กิเลสหมดก่อนค่อยภาวนา
ต้องรอให้กิเลสหมดก่อนค่อยมีสติ ต้องรอให้อารมณ์ดีๆ ก่อนค่อยรู้ตัว ..ได้ไง ...ไอ้ตอนที่มีกิเลสนั่นน่ะต้องเป็นตอนที่ต้องรู้ตัวให้ได้
นั่น ต้องแยกตัวออกมาจากอารมณ์
ต้องแยกรู้ออกมาจากอารมณ์ ต้องแยกกาย ต้องแยกศีล ต้องแยกสมาธิ ต้องแยกปัญญา ...แยก...ออกจากกิเลส
ออกจากเรา
มันจะไปมีสติตอนฝันรึไง ตอนหลับรึไง
จะไปเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงตรงนั้นรึไง ...ไม่มีทางเลย นั่นมันภาวนากันหลอกๆ ภาวนาแบบกลัวกิเลส
ภาวนาแบบอยู่ใต้อำนาจของกิเลส
ภาวนาแบบปล่อยให้กิเลสมันนำหน้าเลย พอกิเลสมานี่ ทิ้งหมดเลยน่ะ ทิ้งกาย
ทิ้งรู้ ทิ้งสติ ทิ้งศีล ทิ้งสมาธิ ทิ้งปัญญา ทิ้งหมดเลยน่ะ ...มี "เรา" เข้าไปกลืนกินเสวยกับมัน เต็มเนื้อเต็มตัว เต็มใจหลงเลยน่ะ
แล้วเมื่อไหร่มันจะหลุดพ้น
เมื่อไหร่มันจะออกจากกิเลส ละกิเลสได้เล่า ...ชาติไหน เราไม่ถามว่าเวลาไหนหรอก ...กี่ชาติๆ ก็อยู่ใต้อำนาจของมัน
ไม่มีโอกาส
ไม่สร้างโอกาสให้ศีลสมาธิปัญญามีอำนาจขึ้นมาทัดเทียม เท่าเทียม
หรือเหนือกว่ามันเลย มันจะไปรอชาติไหนดีเล่ากว่าจะสำเร็จน่ะ หือ ...กี่ชาติๆ
ก็เหมือนเดิม เหมือนแผ่นเสียงตกร่องน่ะ
เอาให้มันจริง ของจริงมีอยู่แล้ว ... แต่พวกเราไม่จริง...เอาไม่จริง ทำไม่จริง ...มันเอาศีลสมาธิสติปัญญาไม่จริงมาสู้กับกิเลสจริงๆ
...จะได้อย่างไร
กิเลสนี่จริงนะ โกรธนี่โกรธจริงๆ นะ
ไม่ได้โกรธเล่นๆ นะ หงุดหงิด เศร้าหมอง ขุ่นมัว เร่าร้อน นี่จริงๆ นะ ไม่ใช่เล่นๆ นะ ...แต่เอาศีลสมาธิเล่นๆ มาแก้ ...แก้ได้อย่างไร
จะไปเอาศีลสมาธิปัญญาในอดีต-อนาคตมาแก้...แก้ได้อย่างไร เอาศีลสมาธิปัญญาที่อยู่ในตำรา ในคำพูดของครูบาอาจารย์มาแก้...แก้ได้อย่างไร
กิเลสมันของจริงน่ะ
แสดงอยู่จริงในปัจจุบัน ...ถ้าไม่ศีลปัจจุบัน ถ้าไม่สมาธิปัจจุบัน
ถ้าไม่ปัญญาในปัจจุบัน มันแก้กันไม่ได้ ...หรือจะไปรอให้กิเลสมันอ่อนตัวลงก่อนค่อยแก้...ก็ไม่ได้
เวลาตายน่ะ เวลาตาย...ตายจริงๆ น่ะ
เจ็บจริงๆ น่ะ จะเอาอะไรมาแก้ ...เอาศีลที่ผ่านมาเหรอ
เอาสติที่เคยทำมาตอนที่ยังหนุ่มๆ เหรอ มาแก้ตายแก้ปวดตรงนั้น...ได้มั้ย
หรือให้คนมานั่งพูดกรอกปากว่าศีลอยู่ไหน
สมาธิคืออะไร พิจารณาอยู่ตรงนั้นให้ได้ ... แก้ได้มั้ย ...แก้ไม่ได้ แก้ไม่ทัน เพราะผลแห่งการที่ว่าเลื่อนลอย
รอคอยนี่แหละ
มรรคผลนิพพานก็ห่างหายไป ทุกภพทุกชาติ ...ยิ่งเกิดมายิ่งห่าง ยิ่งเกิดมายิ่งหาย ยิ่งเกิดมายิ่งไกลจากศีลสมาธิปัญญาไปเรื่อยๆ จนมัน fade...fade...fade away … away
จนเกิดมาเป็นคนที่เปล่าจากศีลสมาธิปัญญาไปเลยในชาตินั้นๆ นี่ ...ถ้ายังปล่อยให้ดำเนินไปอยู่อย่างนี้ มันเป็นแน่ๆ
พูดน่ะให้เหมือนเขียนเสือให้วัวกลัวไว้ก่อน
มันจะได้กลัว แล้วมันจะได้เร่งรัด เคร่งครัดภายในขึ้นมา ...อย่าปล่อยให้มันเป็นไปตามความเคยชิน ยืนเดินนั่งนอน พูดคุยทำงานตามความเคยชิน
อย่าปล่อยให้กิเลสมันแสดงอำนาจตามความเคยชิน
เหมือนกับผ่านสะดวกไม่มีด่านกั้น ไม่มีด่านขวาง ไม่มีการเช็คพอยท์ (check point) ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการคิวซีเลย (QC - Quality Control )
ศีลสมาธิปัญญาในขั้นต้นนี่...เหมือนกับเป็นด่านกั้น
เป็นผู้เช็ค คอยตรวจสอบ จะให้ผ่านหรือไม่ผ่านค่อยว่ากัน จนถึงขั้นตอนสุดท้าย...ท้ายที่สุดนี่ ไม่มีอะไรผ่านได้เลย นั่นแหละ...ตายเป็นตาย
เป็นเป็นเป็น
แต่ตอนนี้กิเลสมันยังย้อมแมวขายได้อยู่
ยังเชื่อมันอยู่ มันยังหลอกได้อยู่ ...แต่ว่ากั้นไว้หน่อย แล้วปัญญาเดี๋ยวค่อยๆ สอดส่องลงไป
ลึกซึ้งลงไป
เรียกว่าตรวจกันในแบบที่เรียกว่าไม่ใช่แค่ตาตรวจ แต่เหมือนกล้องจุลทรรศน์ตรวจ มันจะผ่านไปได้ยังไง หือ ...ไม่มีอะไรผ่านไปได้เลย ไม่มีอะไรผ่านโดยอาศัยจิตเป็นผู้ลำเลียงออกไปได้เลย
จิตน่ะเป็นตัวลำเลียงออก
กิเลสมันก็อาศัยเกาะติดกับจิตน่ะออก ...กิเลสมันก็อาศัยเราน่ะ จิตน่ะ แล้วเราน่ะก็อาศัยจิตนั่นเป็นตัวเกาะออก ...แล้วเราก็มองไม่เห็นหรอกว่า
กิเลสอยู่ที่ไหน มันออกมาอย่างไร
นี่ ปัญญามันยังไม่ถี่ถ้วน
ปัญญายังไม่ได้เห็นโดยลึกซึ้ง โดยละเอียด ...เพราะนั้นปัญญามันจะเกิดความลึกซึ้งละเอียดขึ้นได้
คือ...ศีลต้องมา สมาธิต้องมี รากฐานต้องมี ต้องแน่น ต้องมั่นคงจริงๆ
ปัจจุบันนี่จะต้องเด่นชัดจริงๆ หนักแน่นอยู่ในปัจจุบันจริงๆ
มั่นคงอยู่ในปัจจุบันจริงๆ และรู้จริงๆ ว่าปัจจุบันคือตรงไหนจริงๆ ...นั่นแหละมันถึงจะเป็นรากฐานของปัญญาที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
จนไม่มีอะไรที่จะเล็ดลอดเป็นกิเลสออกมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้เลย
…อย่าว่าแต่กิเลสภายในเลย
กิเลสภายนอกก็ยังเข้ามาไม่ได้เลย ที่จะเข้ามาผสมโรงกับกิเลสภายในน่ะ
กิเลสภายในคืออวิชชา มันมีเชื้ออยู่แล้ว ถ้ามาเจอกับกิเลสภายนอก มันก็เหมือน...เวลาไฟเจอไฟน่ะ ที่เขาเรียกว่าไฟร์สตร์อม (firestorm) รู้จักรึเปล่า
เวลาไฟสองลูกสองกองมาเจอกันนี่ มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าไฟร์สตร์อม ยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์อีก ...เหมือนกันน่ะ
กิเลสภายนอกกับกิเลสภายใน มันมาเจอกันเมื่อไหร่ก็บรรลัยล่ะ
แต่ถ้าในลักษณะที่มันมีศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องอยู่นี่...กิเลสนอกก็เข้าไม่ได้ ...กิเลสนอกคือ จากรูป จากเสียง จากกลิ่น
จากรส จากโผฐฐัพพะ จากการเห็น จากการได้ยิน
จากการกระทำของสัตว์บุคคล
จากการทำถูกทำผิดตามที่เราว่า เคยว่า เคยให้ค่าไว้ ว่าควร-ไม่ควร ถูก-ไม่ถูก ใช่-ไม่ใช่ นีี่ กิเลสภายนอกพวกนี้เข้าไม่ถึง
(ต่อแทร็ก 12/23 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น