พระอาจารย์
12/18 (561005A)
5 ตุลาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – พอออกจากอารมณ์ ออกจากสภาวะที่มันละเอียด ประณีต
ลึกซึ้ง ก็ต้องถอยกลับมาที่กาย...ถอยกลับมาอยู่กับฐาน
นี่ถ้าเป็นหลวงตาบัว
ขนาดหลวงตาบัวท่านยังบอกเลย ท่านยังไม่ทิ้งพุทโธเลย ...เพราะพอเริ่มเข้าไปพิจารณาปัญญาละเอียดๆ ในขันธ์ละเอียดๆ
ลงไปแล้ว บางทีมันกลืนไปเลย
มันก็ต้องมาบริกรรมๆ ตั้งสติกับบริกรรม
เหมือนกับสร้างฐานสมาธิ เข้าใจมั้ย
เพราะนั้นถ้าในลักษณะที่เราแนะนำ
เราไม่ได้ให้พุทโธ แต่เราเอากายเป็นพุทโธ เป็นตัวบริกรรม ...นี่หมายความว่าถ้ามันหลุดจากกายแล้วนะ
แต่ถ้ายังไม่หลุดกายนี่...เอากายเป็นฐานเลย เป็นตายร้ายดีอยู่กับกายเลย ...เพราะอะไร ...เพราะต้องทำลายกายให้ได้
ทำลายความหมายมั่นในกาย
แล้วก็ทำความแจ้งในกาย
จนมันไม่มีคำว่าหมกเม็ดน่ะ ...คำว่าแจ้งในกาย
หมายความว่าอาการในกายนี่ไม่มีคำว่าหมกเม็ด ซ่อนเร้นน่ะ
คือมันทะลุหมด ส่วนที่เป็นกายนี่ไม่ใช่แค่ธาตุนะ
เวทนาด้วยนะ ...เพราะในเวทนาในกายนี่ ยาก ยาก ยากมาก เพราะมันเป็นเรากับเวทนานี้มากที่สุด
เพราะนั้นพระอนาคานี่ ละได้ ...ละทั้งกาย
ละทั้งเวทนาในกายนะ หมายความว่าเป็นสิ่งหนึ่งเหมือนกัน กายก้อนธาตุที่เป็นธาตุ
กับก้อนเวทนาที่เนื่องด้วยธาตุ เป็นก้อน ที่ไม่ใช่ใคร ของใครเลย
นั่นเขาเรียกว่าแจ้ง
เรียกว่าตีกายแตกละเอียดหมดเลย ...ความเป็นเราไม่เข้าไปสิงสู่
หรือไปหมกเม็ดอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย หรือที่เนื่องด้วยกาย ...เรียกว่าขาด
เรียกว่าแจ้ง เรียกว่าแจ้งในกาย
จากนั้นไปนี่ เป็นงานละเอียดประณีต ขั้นละเอียด
ขั้นประณีตแล้ว เป็นเรื่องของนาม แล้วเป็นอารมณ์ที่ไม่เนื่องด้วยรูป
ไม่ได้เนื่องด้วยผัสสะ ไม่ได้เนื่องด้วยอายตนะแล้ว
มันเป็นเรื่องของอายตนะใจ
จากนั้นเป็นอายตนะที่เรียกว่าเป็นมโน
เป็นเรื่องของอายตนะที่เรียกว่าเป็นอายตนะที่หก คือส่วนที่เป็นจิต
ที่เป็นธัมมารมณ์ในจิต
โยม – บางทีดูตัวนามธรรมไป จนเป็นปกติ มันดูเหมือนกับเรากลืนไปกับความคิดโดยไม่รู้ตัว
พระอาจารย์ – ใช่ ...แปลว่ากำลังของศีล
กำลังของสมาธิกับปัญญาไม่พอ มันไม่พอไง ...ถ้ามันไม่พอนี่ มันจะเข้าไป
แรกๆ จะดี เข้าใจมั้ย ...เหมือนกับเราตั้งอยู่กับกาย แล้วมีจิตเห็น ก็เห็นชัด ชัดๆๆ ไปไม่นานหรอก...เข้าไปกลืนแล้ว
อย่างนี้หมายความว่า ฐานของศีล
ฐานของสมาธิ...ไม่พอ ฐานของปัญญาไม่พอ ...ไม่พอกับที่จะเข้าไปทำความแจ้งในนาม
เข้าใจมั้ย
ถ้าลักษณะนี้ต้องสลัดทิ้งแล้ว
อย่าเสียดาย...อย่าเสียดายปัญญา
อย่าเสียดายที่จะได้ปัญญาจากการเข้าไปทำความแจ้งกับจิต หรือทำความแจ้งกับนาม
หรือส่วนที่จับต้องไม่ได้
ถอยกลับเลย ตั้งหลักศีลสมาธิใหม่...ตั้งสมาธิใหม่
นี่คือในขณะที่มันแอบหรือมันอยากจะไปเห็นจิต
หรือไปบังเกิดความว่าจะไปทำความรู้แจ้งในจิต ...ทั้งๆ ที่ว่าจริงๆ แล้วนี่
กายมันยังไม่แจ้งเลย เข้าใจมั้ย
ขณะที่จะทำงานตรงนั้นกับจิตตรงนั้น
รู้เลย...ต้องรู้เลยว่า ยังไม่แจ้งในกายเลย ...แต่ว่ามันมีอาการนี้ มันก็ไพล่
เขาเรียกว่าละโมบในธรรม มันเกิดความละโมบในธรรม มันไม่เป็นหนึ่งในจิต
แรกๆ มันก็ปะเหลาะให้ดูดีก่อน ให้เห็น
แล้วก็เห็นความเกิดดับ เห็นความที่ไม่มีตัวตนชัดเลยนะ ...แล้วต่อไปก็เริ่มกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
นี่ ศีลแตกแล้ว สมาธิแตกแล้ว ...ก็ละเมิดศีลแล้ว ศีลขาดแล้ว เดี๋ยวที่คืบคลานมาคือความเศร้าหมอง แล้วก็ความสับสน
แล้วก็ลังเล ...นี่ นิวรณ์เกิด นิวรณ์เกิดเลย
พอนิวรณ์เกิดนี่ ฟุ้งซ่านแล้ว
หรือไม่ก็ง่วงเหงาหาวนอน ...ดูจิตไปเรื่อยๆ ซึมไปเลยน่ะ ซึมไปเลย
เหมือนกับถีนมิทธะเข้ามาภายใน เป็นการง่วง ซึม เบลอ
ให้รู้ไว้เลยว่า นี่
เขาเรียกทำงานเกินแล้ว เกินงานๆ เกินกำลังของศีลสมาธิปัญญา ทั้งๆ
ที่ยังไม่แจ้งกายเลย ...อ่ะ อย่าเสียดาย สลัดทิ้ง สลัดเลย กลับมารู้กายโง่ๆ
เพราะลึกๆ ตอนมันจะหันกลับมารู้กายนี่ ...มันก็จะเสียดายความละเอียดในจิต หรือว่าความเห็นความละเอียดของการเกิดดับในจิต
อย่าเสียดาย มันไม่ใช่งาน...ยังไม่ใช่ นั่นเขาเรียกว่ามันเป็นงานระดับมัธยม ...คือข้าพเจ้ายังอยู่ประถม ยังพาสชั้นไม่ได้
ยังพาสไม่ได้
คือไอ้ตัวสัญญานี่ คือจำได้
คือเคยอ่านเคยฟัง มันก็รู้ มันจะเข้าไปทำความแจ้งตรงนั้นให้ได้ มันจะเอาเร็ว
เอาด่วน เอาเส้นทางสายด่วน สายเร็ว สายตรง สายลัด
นั่น สายปัญญาวิมุติ ว่ากันอย่างนั้น ..บางทีมันก็เข้าใจว่า...เออ มันจะเร็วนะ ถ้าเห็นไปพร้อมกันอย่างนี้
แล้วก็ละไปทีเดียวเลย ...มันจะเอาอย่างนั้น
สุดท้ายแล้วก็...เขาเรียกว่า...กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้
...ถั่วกับงามาคั่วด้วยกันไม่ได้หรอก ต้องแยกคั่วนะ ...ถ้าอยากกินงา ก็ต้องแยกงาออกก่อน
ถั่วมันสุกช้า
เพราะนั้นจะมาอยู่กระทะเดียวกันก็ไม่เป็นอันกินแล้ว
ถั่วก็ดิบ งาก็ไหม้ หรือรอจนจะเอาแต่งา พองาสุก ถั่วกินไม่ได้ เอ๊ เอายังไง ...เห็นมั้ย
เขาเรียกว่าจับจด นี่เขาเรียกว่าไม่เป็นหนึ่ง
ก็สลัดความเสียดายอาลัยอาวรณ์ในธรรม
ฟุ้งซ่านในธรรม อยากในธรรม...ไม่เอา
กลับมาโง่ๆ ...เพราะพอมาลงกายเบื้องต้นน่ะ มันจะรู้สึกเลยว่าไม่ได้อะไร มันช้า
กลับมา...อย่าเสียดาย ...เพราะยังไม่แจ้งเลย
ยังมีอาการหมกเม็ดในกายอีกเยอะ...ในเราน่ะ
คือมันยังไม่เห็นทุกอิริยาบถ
ทุกอากัปกริยากาย ทุกความปรากฏขึ้นของกาย ทั้งในแง่ธาตุ ในแง่เวทนา ...ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะ
ยังไม่เห็นอีกเยอะ
นี่ยังไม่แจ้งเลย ยังคลุมๆ เครือๆ ยังมืดๆ กึ่งมืดกึ่งสว่างอยู่
ยังสลัวๆ อยู่ ...ก็คือต้องเอาจนโปร่งใสไปหมดน่ะ โปร่งแสง โปร่งใสไปเลย ...เขาเรียกว่าแจ้ง
แจ้งกาย
พอมันแจ้งกาย
ระดับสมาธิในระดับที่มันตั้งมั่นขึ้นมาด้วยสัมมาสมาธิ ด้วยอำนาจของปัญญาที่มันเข้าไปแจ้งในกายแล้ว ...สมาธิตรงนี้คือกำลังเพียงพอแล้วที่จะเข้าไปทำความแจ้งจิต
ไปแจ้งในนามธรรม แจ้งในส่วนที่เป็นนาม
ส่วนที่เป็นขันธ์ละเอียด ...และเมื่อแจ้งในขันธ์ละเอียดแล้ว
มันก็จะไปแจ้งในขันธ์อันปราณีต คือธัมมารมณ์
เพราะนั้นในขันธ์นี่มันประกอบหลายส่วนนะ
มันมีหลายส่วนมาก ...มันมีมากมายมหาศาลที่รวมกัน
ซึ่งเรายังไม่เห็น
ที่จิตผู้รู้นี่มันไม่เห็น หรือญาณทัสสนะนี่มันยังส่องไม่เห็น ...และกำลังของญาณทัสสนะก็ไม่พอที่จะเข้าไปเห็นมัน
เพราะนั้นมันก็เหมือนที่เขาว่า
อาวุธน่ะมันต้องสมควรกับข้าศึก ...ในระดับแรกจะล้มต้นไม้นี่ต้องใช้ขวาน จะมาใช้สิ่ว จะมาใช้ตะไบไม่ได้ หรือกระดาษทรายไม่ได้ ...มันล้มไม่ได้
ขวานลูกเดียว ฟันๆๆ ล้มแล้ว ปึ้บ
เลื่อยตามมา ซอยได้เป็นแผ่น ได้เป็นไม้กระดานแล้วค่อยตะไบ
ค่อยขัดกระดาษทรายให้ขึ้นเงา จนกว่าจะขึ้นเงา นี่ใช้งานได้แล้ว ...มันต้องเป็นอย่างนั้น
ปัญญาเหมือนกัน มันต้องควรแก่งาน ...งานกิเลสขั้นไหนก็ต้องปัญญาขั้นนั้น
เพราะนั้นจะไปเอาปัญญาขั้นละเอียดมาใช้กับนามหยาบไม่ได้
หรือจะเอาปัญญาขั้นหยาบมาใช้กับกิเลสตัวละเอียดไม่ได้ ...ไม่พอกัน
มันไม่สามารถหักล้างกันได้
เพราะนั้นทำความแจ้งในกายอย่างเดียว
อย่างอื่นไม่สน ทำเป็นไม่สนมันไว้ก่อน ...มันจะเร่าร้อน มันจะทุรนทุราย
มันจะพาให้ไปให้หา แสวงหาอะไรก็ตาม ทั้งในแง่โลก ทั้งในแง่ธรรม...ไม่เอา
แง่โลกก็คือความสุข ความสบาย
ความชื่นชอบ ความชื่นชม...ไม่เอา ...ความสุขในธรรม
คือความได้มรรคได้ผลเร็วขึ้น ได้รู้ได้เห็นอะไรที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้น...ก็ไม่เอา
เอากาย เอากายแบบทื่อๆ นี่แหละ ทื่อๆ นี่ ...ต่อไปแล้วมันก็ค่อยๆ แผ่ขยายตีกายจนละเอียด
เพราะนั้นกายมันจะถูกตีจนละเอียดได้
หรือว่าเข้าไปถึงละเอียดของกายได้ ...คือต้องทำลายรูปก่อน ต้องทำลายรูปที่มันครอบกายออก
พอมันทำลายรูปหรือว่าปัญญามันเข้าไปทำลายความปรากฏขึ้นของรูปกาย
หรือว่ารูปสัญญา หรือว่ารูปนิมิตในกายนี่ ...ตรงนั้นน่ะ
กายมันจะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
กายจะไม่สามารถเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย ...มันจะไม่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน มันจะไม่สามารถรวมเป็นกลุ่มก้อนของทรวดทรงตัวเรา
กายมันก็จะเป็นแค่การปรากฏยิบยับ ...เหมือนระยิบระยับ เหมือนเห็นกายเป็นระยิบระยับอยู่ท่ามกลางความว่าง
ท่ามกลางความไม่มีขอบเขต
นั่นน่ะกายมันแตกละเอียด
เริ่มละเอียดแล้ว เริ่มแตกกายละเอียดแล้ว แตกๆ แตกจนไม่เป็นชิ้น
พอมันเห็นกายที่แตกละเอียดไม่เป็นชิ้นเป็นอันนี่...ชัด ชัดเลย ชัดในความไม่เป็นเราตรงไหนเลย ...ตรงนั้นน่ะมันจะเริ่มเห็นเลยว่า ความเป็นเราในกายนี่ ชัดเลยว่า...ไม่มีจริงๆ ไม่มี
ไม่มีเราในกายนี้จริงๆ ...ไม่มีส่วนใด
อาการเกิดดับไหน อาการเกิดดับอันใดอันหนึ่งที่เป็นเราของเรา ที่มันยังมาประกอบเป็นเราในปัจจุบัน
นี่เพราะรูปมันครอบไว้ รูปสัญญา
รูปนิมิต รูป ทรวดทรง สีสันวรรณะ สูงต่ำ ...นี่มันจำ...แนบอยู่กับความรู้สึกในกาย
เพราะนั้นการรู้ตัวนี่
การรู้ตัวกับปัจจุบันกายนี่ เราถึงบอกว่าเวลาที่มันรู้ตัวแรกๆ นี่
มันจะเห็นทั้งรูปกายและก็เห็นทั้งความรู้สึกในกายคู่กันก่อน
ในการนั่งนี่ มันจะเห็นรูปใหญ่
รูปใหญ่คือรูปทรงนั่ง ...นี่คือรูปนะ คือรูปกาย
และในรูปกายมันมีความรู้สึกใช่มั้ย
มันมีความรู้สึกในรูปกายนั่ง ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แข็งบ้างอ่อนบ้าง ตึงบ้าง
แน่นบ้าง อบอ้าวบ้าง นี่เป็นความรู้สึก ...แต่มันยังมีรูปประกอบอยู่ก่อน
(ต่อแทร็ก 12/18 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น