วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/20


พระอาจารย์
12/20(561005C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 ตุลาคม 2556


พระอาจารย์ –  ถามมั้ย ...นี่ไม่ได้มานาน ถามรึเปล่า มีอะไรมั้ย

โยม –  ยังไม่มีครับ การบ้านยังไม่ไปถึงไหนเลยครับ


พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปไหน ...อยู่ที่นี้ อย่าทิ้งนี้ แค่นั้นเอง ...ต่อเนื่องไป

ตั้งสัจจะ...นั่ง ตลอดการนั่งจะไม่ลืมเลย เนี่ย สักห้านาทีสิบนาที...ให้มันได้  แล้วก็ขยายไป ระหว่างเดินไปถึงรถนี่อย่าลืม ...แค่เดินไปถึงรถนี่ก็กี่รอบแล้วที่มันหลุด ใช่มั้ย

ก็เรียกว่าถ้าไม่ตั้งใจ มันรักษาไม่ได้นะ สตินะ ...มันต้องตั้งใจหรือว่ามีสัจจาธิษฐาน  เห็นมั้ย อธิษฐานกับสัจจะนี่เป็นบารมีนะ ถ้าไม่มีสัจจาธิษฐาน สติ สมาธิ ไม่สามารถต่อเนื่อง

ไม่ใช่สัจจะคือการไปอธิษฐาน เอาธูปเทียนไปไหว้พระธาตุ หรือพระเจ้าทันใจ อุตส่าห์สร้างพระเจ้าทันใจขึ้นมาจะได้เร็วๆ นั่นไม่เกี่ยว ...คำว่าสัจจาธิษฐานนี่คืออย่างนี้

มันจะได้มีเป้าหมายจุดหมายว่า จากนี้...ถึงนี้มันจะเอาให้ได้นะ ต้องให้ได้นะ ให้ได้ครบถ้วนในกระบวนศีลสติสมาธิ ...นี่เขาเรียกว่าอยู่ด้วยสัจจะ 

ถ้าไม่มีสัจจะ หรือตั้งมั่นไว้ ตั้งเป้าไว้ นี่เขาเรียกว่าตั้งเป้าในทางธรรม ในทางเพิ่มเติมศีล สมาธินี่ ...มันก็ไม่มีกำลัง มันไม่มีกำลัง

แต่อย่าไปตั้งเกิน เช่น จะนั่งทั้งคืนไม่ลืมเลย อย่างนี้ก็เกินไป ใช่ป่าว หรือระหว่างนั่งรถจากเชียงดาวถึงเชียงใหม่จะไม่ลืมเลย นี่ คงเป็นไปไม่ได้อ่ะนะ (หัวเราะกัน) อะไรอย่างนี้ 

เอาใกล้ๆ แคบๆ ก่อน  แล้วก็ขยาย ค่อยๆ ขยายออก เข้าใจไหม ให้มันเป็นระยะ ...คือตั้งไว้ให้มันเป็นช่วงๆ ช่วงการนั่ง การเข้าส้วม การกิน...ตลอดการกิน อะไรอย่างนี้

เอาอะไรที่มันเป็นพีเรียดสั้นๆ กิจกรรมพฤติกรรมง่ายๆ ก่อน ...ไอ้พฤติกรรมหรือกิจกรรมของกายยากๆ เช่น นั่งสมาธิ ๓ ชั่วโมงไปแล้ว นี่มันยากแล้วที่จะอยู่กับมันได้โดยที่ไม่เผลอเลย

แต่กิจกรรม อิริยาบถง่ายๆ ที่มันซ้ำซาก ...มันเป็นกิจกรรมซ้ำซากนะกายนี่  กิน ขี้ เดิน นั่ง นอน นั่งเก้าอี้ นั่งรถ เปิดประตู ปิดประตู พวกนี้มันจะเป็นกิจกรรมที่วนเวียนๆ 

อย่างใส่เสื้อผ้า-ถอดเสื้อผ้านี่ เคยรู้ตัวบ้างไหม ...ตอนใส่เสื้อผ้า รู้ตลอดการใส่เสื้อผ้า รู้ตลอดการถอดเสื้อผ้า หรือการอาบน้ำ การแปรงฟัน อย่างเงี้ย

คือถ้ามันอยู่แบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ น่ะ มันจะไม่ใส่ใจที่จะรู้ตัว ...เพราะนั้นไอ้พีเรียดนี่มันเป็นกิจวัตร เป็นรูทีนนะ ...แล้วพวกเราก็ลืมเป็นรูทีนเลยเหมือนกัน 

ถ้าไม่ใส่ใจ ถ้าไม่ตั้งสัจจะขึ้นมา เข้มงวดกับตัวเอง เข้มงวดในสติ ศีล ...มันก็จะอยู่ในเลเวลที่มันต่ำ มันจะยกระดับขึ้นจาก...ไอ้เตรียมอนุบาลก็ยังไม่ถึงเลยนี่ไม่ได้ ...มันก็จะลงเลเวลนั้นตลอด

เพราะนั้นการที่จะขึ้นระดับ ไต่ระดับขึ้นนี่ มันต้องมีแรงทะยานขึ้นนะ ....นี่ มันก็ต้องฝืน ก็ต้องตั้งขึ้นมา ไม่งั้นมันก็จะ...มากี่ครั้งๆ ก็ “เหมือนเก่า..จารย์” “เหมือนเดิม..จารย์”  

นี่...’จารย์ จะเป็นชามอยู่แล้ว เข้าใจป่าว มันก็ไม่พัฒนาเลย ...ก็ต้องให้มัน...เออ มีก้าวที่สอง มีก้าวที่สามไปสิ  ไม่ใช่กลับไปก็เหมือนเดิม กลับไปก็อยู่แบบเดิม ปล่อยจิตแบบเดิม ภาวนาแบบเดิม 

มันก็เหมือนเดิมน่ะ...สติก็เท่าเดิม หรือน้อยกว่าเดิม ...นี่ มีแต่เท่าเดิม กับน้อยกว่าเดิม ...ไอ้มากกว่าเดิมไม่ค่อยมี 

ตั้งมั่นก็...ได้แค่ประเดี๋ยวนึง ได้บางอารมณ์  ...พออารมณ์อื่นก็...เออ ไม่เอาแล้วโว้ย ไม่ตั้งรู้ตั้งเห็นแล้วโว้ย  กูจะเอากับมันนี่แหละ ไปเป็นกับมันน่ะ 

สมาธิก็ตั้งอยู่กับอารมณ์ สู้กับอารมณ์ หรือว่าต่อต้าน ตั้งป้อมตั้งเป้าสู้กับมันไม่ได้ ก็เรียกว่าไม่มีสมาธิ ...แล้วก็พังทลาย แล้วก็อยู่กับความพังทลายล้มสลายของศีลสมาธิปัญญา 

หมายความว่าเลื่อนลอย...เป็นผลให้เลื่อนลอยไร้สาระในธรรม ในศีลสติสมาธิ ...เพราะนั้นอย่าถามถึงปัญญา ไม่ต้องพูด มันอยู่ไหนก็ไม่รู้ ...ถ้าไม่มีศีลสติสมาธิ อย่าถามถึงปัญญาเลยนะ

เพราะนั้นพื้นฐานของเตรียมอนุบาลนี่ สติศีลสมาธิเป็นเรื่องสำคัญ ...สติเป็นอันดับแรกเลย  เพราะถ้าไม่มีสติเป็นอันดับแรก...กายไม่ปรากฏ จิตไม่ตั้งมั่น 

มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีสติ ...เห็นมั้ย สติจึงเป็นธรรมเบื้องต้น เป็นพี่เลี้ยงที่ให้เกิดศีลและสมาธิ แล้วตัวศีลสมาธินั่นแหละจึงจะเป็นฐานให้เกิดปัญญาต่อไป

ถ้าไม่มีตัวศีล ถ้าไม่มีตัวสมาธิ นี่ ถ้าไม่มีตัวศีลคือตัวปัจจุบันกาย ถ้าไม่มีตัวสมาธิคือตัวตั้งมั่นอยู่ภายใน ...การรู้การเห็นตามความเป็นจริงก็ไม่เกิด 

เพราะนั้น ตัวที่มันจะเป็นตัวดึงให้เกิดศีลเกิดสมาธิได้ คือตัวสติระลึกรู้ ...สำคัญนะ การระลึกรู้

เพราะนั้นการที่เราบอกให้ท่องไว้บ่อยๆ ว่า “ทำอะไรอยู่ๆ” นี่ เหมือนกับเป็นการสร้างสติง่ายๆ ...แบบเด็กอนุบาลไง เข้าใจมั้ย  

ถ้าเป็นสติระดับมัธยมหรือปริญญาเอกนี่ไม่ต้องพูด ไม่มีคำพูดแล้ว ...มันรู้คือรู้ แล้วรู้แล้วนี่อยู่ปั๊บเลย  ถ้าลงได้รู้แล้วนี่ไม่มีคลาดเคลื่อนเลย ...นี่เขาเรียกว่าสติที่ฝึกดีแล้ว ไม่ต้องมาคอยถามซ้ำถามซาก

แต่ตอนนี้ต้องซ้ำซาก ...เหมือนกับเด็กอนุบาลน่ะ มันเอาแต่...“หนูจะเล่นๆ” ...เคยเห็นเด็กอนุบาลไหม ให้มาเขียน ก.ไก่  แต่หนูจะเล่น ติดเล่นดินเล่นทราย เล่นหมากเก็บ เล่นห้อยโหนชิงช้า ...มันสนุกน่ะ 

พอเรียกให้เข้าเรียนนี่ร้องไห้ร้องห่มเลยนะ ...นี่ เหมือนเด็กอนุบาล ยังไม่ขึ้นอนุบาล  พอเข้าห้องเรียนมาเรียน ก.ไก่ หลับอีกต่างหาก ...มันไม่สนุกนี่

เหมือนกัน...การปฏิบัติเบื้องต้นเหมือนกัน ...จิตมันจะเล่นน่ะ มันจะสนุก มันจะหาความสุข หาความสบาย ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ...คือความหมุนวนอยู่กับกิเลส แล้วก็ตายอยู่กับกิเลสอยู่อย่างนั้นน่ะ

ถ้าไม่ฝืน ถ้าไม่ทวน ถ้าไม่ตั้งเป้าตั้งป้อมด้วยสัจจาธิษฐานขึ้นมา ...เพราะนั้นตั้งระยะง่ายๆ  อย่างอาบน้ำ...มันอาบทุกวัน หรือใครไม่อาบ วันหนึ่งก็อาบตั้ง ๒ ครั้ง ...รู้ตัวให้ได้

กินน่ะ...วันละ ๓ มื้อ กินไปรู้ไปรึเปล่า หรือกินไปคุยไปรึเปล่า หรือกินไปเพลินไป วิพากษ์วิจารณ์มันไปรึเปล่า หรือเลื่อนลอยไปในความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ 

อย่างนี้ต้องรู้ ...กินก็ต้องรู้ ยืนก็ต้องรู้  อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า ถอดเสื้อผ้า ถูบ้าน กวาดบ้าน ...อาการไหนมันเคลื่อนมันไหวซ้ำซาก เหล่านี้ มันมีอยู่แล้วเป็นกิจวัตร

อย่าให้มันมัวแต่ไปหาธรรมที่อยู่ไกลอยู่ข้างหน้า...ไม่มีหรอก ... กายคือธรรมปัจจุบัน ปรากฏอย่างเปิดเผย โจ่งแจ้ง ชัดเจน ...แต่ว่าซ้ำซากจนเรามองข้าม 

มองกายมองเกินออกไป นี่เรียกว่าส่งออกนอก มันก็เลยข้ามธรรมไป ...มันข้ามธรรม มันเกินธรรม มันคลาดเคลื่อนจากธรรม มันออกนอกธรรม ...ก็ต้องอบรมเข้าไว้ๆ 

เพราะนั้นจะมาหาเรากี่ครั้ง มาหาเรากี่ที...ถึงเราอายุเจ็ดสิบแปดสิบไปแล้ว เราก็จะพูดเรื่องกาย ไม่ออกนอกกาย ไม่ออกนอกศีล ...ถ้าใครไปทำแล้วเชื่อ มันจะเข้าใจเอง

ว่านี่มันบ่งบอกถึงเส้นทางอริยะ...ตลอดสายเลยคืออะไร  มันจะบ่งบอกถึงเส้นทางที่มันยังมองไม่เห็น หรือว่ามันยังไม่แจ้ง ไม่ชัด ...มันก็จะเห็นในกายนี่แหละ...ที่ประกอบกันกับกายนี้ 

เพราะกายไม่ได้ประกอบขึ้นอย่างเดียวนะ  มันรวม...ขันธ์ห้า...ประกอบขึ้นมานี่จึงเป็นกายนะ ...เพราะนั้นที่กายที่เดียว มันเป็นที่รวมของขันธ์ห้า

เพราะนั้นเห็นกาย....ก็คือเดี๋ยวก็เห็นขันธ์ห้าหมดน่ะ บอกให้เลย  ...ขันธ์ห้ามันไม่อยู่ที่อื่นหรอก 

ขันธ์ห้า นอกจากกายมีสี่ มันก็อยู่ในขันธ์ห้านี่แหละ ...ถ้าอยู่ในกาย มีหรือมันจะไม่เห็นขันธ์สี่ ...มันก็จะชัดเจนในตัวของมันเอง


โยม –  พระอาจารย์คะ สติมันบังคับให้ต่อเนื่องได้เหรอ

พระอาจารย์ –  ก็ไม่ได้ถึงขั้นบังคับ  เขาเรียกว่าประคับประคอง


โยม –  มันหายๆ รู้ๆ ...รู้ๆ หายๆ อยู่อย่างนั้น

พระอาจารย์ –  ก็ต้องทำอย่างนั้น ....เข้าใจคำว่า “อาตาปี” ไหม จ่อในที่อันเดียว  การที่รักษาการรู้ในที่เดียวนั่นแหละ เขาเรียกว่าความต่อเนื่อง


โยม –  ต่อสบายๆ

พระอาจารย์ –  อือ อย่าเครียด ง่ายๆ ...เพราะนั้นว่าถ้ามันเริ่มเครียดนี่ ลุก เปลี่ยนอิริยาบถ เดินๆ หมุน หัน แล้วก็ค่อยๆ ดูมัน ...ดูรูป เข้าใจมั้ย อย่าดูความรู้สึกนะ 

ถ้าสติยังไม่ดีพอ อย่าดูความรู้สึกในกาย อย่าไปเอาชัดในความรู้สึก จะเครียด ...ดูรูปเบาๆ ดูรูปเบาๆ ก่อน เหมือนกับตะล่อมๆ ตะล่อมสติให้มันรวมอยู่ในรูปกาย 

ให้เห็นรูปทรงการเดิน ไม่ขาด  แล้วมันก็จะเห็นความรู้สึกเบาอยู่ตรงนั้น ไม่ชัดหรอก แต่มันคู่กัน ...ดูรูปใหญ่ รูปอิริยาบถนะ แล้วมันจะเห็นความต่อเนื่อง


โยม –  พระอาจารย์ มันก็รู้ๆ หายๆ อยู่อย่างนั้นนะ

พระอาจารย์ –  เออ อย่าท้อๆ ทำความรู้ไปอย่างนี้เรื่อยๆ ...แล้วเมื่อใดเวลาใดที่รู้มันรวม แล้วมันเห็นความรู้ว่ารู้ตัว รู้ชัด ตรงนั้นน่ะมันจะไม่ค่อยหาย

ไอ้ที่มันขาดๆ หายๆ เพราะรู้มันยังไม่ชัด มันยังแยกออกมาจากกันไม่ชัด ...แล้วเรายังสับสนระหว่างกายกับรู้ มันยังเป็นคนละลักษณะอาการไม่ชัดเจน  

แต่เมื่อใดที่รู้มันชัด จิตมันเริ่มรวม แล้วรักษารู้ไว้ รักษารู้ อยู่กับรู้ไว้ ให้ชัด ตรงนี้กายก็จะต่อเนื่อง ...ทำไปเถอะ เดี๋ยวมันมีเทคนิคในตัวของมันเอง มันจะมีเทคนิคในตัวมันเอง มันจะไม่ซ้ำตรงที่เดิมหรอก 

ขอให้ทำไปตรงนี้ อยู่ในงานตรงนี้ แล้วมันจะขยาย ...เขาเรียกว่ามันจะเกิดชวนะญาณ เข้าใจมั้ย มันเป็นเทคนิคเกิดขึ้น ไอ้ตัวที่เรียกว่าความฉับไว ไหวพริบ มันจะเกิดขึ้น ...มันจะไม่โง่ดักดานอย่างนี้หรอก

แต่ตอนนี้มันยังหาทางออกจากความดักดานไม่ได้ แค่นั้นเอง แล้วก็จะเปลี่ยน จะหาวิธีการ ...อย่าเปลี่ยนนะ ดักดานไป เดี๋ยวมันจะมองเห็น...อ๋อ 

นี่เดี๋ยวปัญญาแบบหัวไอ้เรืองเกิด...เข้าใจแล้ว ทำไมกูโง่อย่างนี้วะ ถ้ากูอย่างเนี้ย มันก็...อ๋อ แค่นี้เอง ...มันก็เหมือนเส้นผมบังภูเขาน่ะ มันจะรู้สึกอย่างนี้ ทำไปเถอะๆ


โยม –  ไอ้เรืองคือใครครับ อาจารย์

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) มันเป็นสำนวนภาษา ...คนทั่วไปนี่ คือไอ้เรือง


โยม –  บางทีฟังอาจารย์แล้วมันไม่ไปแปลความหมาย มันไม่แปลของมันเองนะอาจารย์

พระอาจารย์ –  อือ ไม่ต้องแปลอะไร ไม่ต้องจำอะไร ...ไม่ต้องจำเลย มันไม่หายไปไหนหรอก แล้วเวลาเจอสภาพธรรม สภาพความรู้ มันจะมาพ้องเอง


โยม –  อาจารย์ครับ บางครั้งรูปขึ้นมาอย่างนี้ เราเข้าไปดู มันเห็นการดับแบบถี่ยิบๆ ในรูป  แต่ว่ามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ แต่นานๆ เกิด พระอาจารย์  แต่มันไวมากในความถี่ของรูปที่มันดับ เหมือนกับไฟที่มันพึ้บๆ พึ้บๆ ตลอดเวลา ความเกิดดับ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ให้มันเห็นรูปไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง  เดี๋ยวจะเห็นความไม่มีตัวตนของรูป ...  รู้เก่าๆ รู้ซ้ำๆ เห็นซ้ำๆ อยู่ที่เดิม มันจะขยับขยายของมันไปเอง



...........................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น