วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/18 (2)


พระอาจารย์
12/18 (561005A)
5 ตุลาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  12/18  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นในเบื้องต้นนี่ เราต้องเห็นทั้งรูปทั้งความรู้สึก ...แล้วพอดูไปเรื่อยๆ สมมุติว่าสติมันตั้ง สติการระลึกรู้มันจดจ่ออยู่ แล้วสมาธิมันตั้งอยู่ภายใน

พอมันเริ่มตั้งอยู่ในภายในปุ๊บ นี่ ให้สังเกตดูเลย รูปจะจาง ความรู้สึกจะชัด...จะชัดขึ้น แล้วรูปทรงนี่จะจาง  จะรู้เป็นส่วนๆ ส่วนๆ ตรงนั้นตรงนี้ รูปมันเหมือนกับสลาย เหมือนรูปมันสลาย มีแต่ความรู้สึกลอยๆ

นี่ถ้าจดจ่อกับกายจริงๆ นะ แล้วไม่เคลื่อน แล้วจิตมันเป็นสมาธิตั้งมั่นก็จะเห็นเอง ...แต่พอสมาธิมันไม่ตั้ง ไม่มั่น ไม่เป็นหนึ่งจริงๆ เดี๋ยวมันจะเห็นรูปปรากฏ

ก็อยู่อย่างนี้ สลับไปสลับมา อยู่อย่างเนี้ยๆ ...เอาแค่เนี้ย ทำอยู่แค่เนี้ย  ...อันนี้เราพูดถึงในลักษณะที่อยู่คนเดียวนะ อยู่เงียบๆ นะ  

แต่ถ้าอยู่ในหน้าที่การงานนี่ มันจะไม่เห็นเลย เข้าใจมั้ย จะไม่เห็นความแยกแยะชัดเจนระหว่างรูปกับความรู้สึกที่เป็นกายจริงๆ ชัด

เพราะนั้นไอ้ตอนที่เราทำงานอยู่นี่ ตัวที่ชัดคือรูป รูปทรง รูปทรงการยืน การเดิน การนั่ง ...อาจจะมีความรู้สึกปรากฏชัดเจนบ้าง...เป็นขณะๆ แค่นั้นเอง

แต่อย่าทิ้งรูปนะ อย่าทิ้งรูปกายนะ ต้องเอารูปกายไว้ก่อน ...ถ้าทิ้งรูปกายหมายความว่าจิตจะกระโดดออกไปเลย ...นี่ มันแตก เขาเรียกว่าแตก 

มันแตกออกนอกกรอบศีล ออกนอกกรอบรูปกายเลย ...เพราะนั้นก็ถือรูปกายเป็นรูปศีล รูปกายเป็นรูปปัจจุบันกาย ปัจจุบันศีล ...ถือกรอบนี้ก่อน

เพราะนั้นจะไปทำความรายละเอียด แยกรูปแยกกายตรงหน้าที่การงาน การพูดคุยไม่ได้หรอก...ไม่ได้ๆ

แต่ว่าได้แค่อย่างเดียวคือประคับประคองไว้ ...ใช้สติ ใช้ความมุ่งมั่น ใช้ความใส่ใจ ใช้ความตั้งใจนี่คอยประคับประคอง

เพื่ออะไร ...เพื่อไม่ให้มันแตกกระสานซ่านกระเส็นออกไป...ไปก่อภพก่อชาติ

ไอ้ก่อภพก่อชาติ สร้างภพสร้างชาตินั่น เขาเรียกว่าก่อเวรก่อกรรม ...ไปก่อภพก่อชาติสร้างเวรสร้างกรรมแล้ว มันจะเกิดวิบาก

พอมีวิบากแล้วมันก็เหมือนกับขยะ ของเน่าเสีย ...เดี๋ยวก็มาจมอยู่ในความคิดว่า “กูไม่น่าเลย กูไม่น่าพูดอย่างนั้นเลย ทำไมอย่างนี้วะ” อะไรอย่างนี้

มันเป็นสัญญาตอนที่กลับมาอยู่คนเดียวก็ตาม หรือว่ามันเกิดความพัวพันที่ดึงให้สัตว์บุคคลน่ะมันมาเกี่ยวพันติดข้อง ...รุงรัง นี่ เกิดความรุงรังๆๆ ไปหมด

เพราะนั้นการที่ประคับประคองไว้ ก็เพื่อไม่ให้มันเตลิดออกไปสร้างภพสร้างชาติผูกพันกับวัตถุ รูปนาม สัตว์บุคคลภายนอก ซึ่งมันจะมาเป็นการพอกพูนเวลากลับมาอยู่คนเดียว

แต่ถ้าเราสำรวมระวัง รักษา  ถึงมันจะกระโดดไปบ้างก็ไม่ไปไกล ...แล้วก็กลับมาๆ คอยกลับมาอยู่ๆ

ทีนี้เวลาเรากลับมาอยู่คนเดียว มันไม่ได้ออกไปสร้างภพสร้างชาติแบบแข็งแรงแข็งแกร่งอะไรจริงจัง ...นี่การรวมจิต การรวมกาย การรวมเป็นปัจจุบันกายปัจจุบันรู้นี่ มันง่าย

พอมันง่าย มันก็ไม่ต้องมาคร่ำเคร่ง ซีเรียส หรือว่าต้องตั้งกฎกติกาแบบสาหัสสากรรจ์

เพราะนั้นให้สังเกตดู วันไหนที่เราสติดีๆ ในหน้าที่การงาน ในปัจจุบันในกิจวัตรนี่ ...แล้วเวลาเรากลับมาอยู่คนเดียว แล้วเรามาเข้ารูปแบบการนั่งสมาธิหรือการกำหนดจริงจังมีการระลึกรู้อยู่กับตัวนี่ 

มันง่าย ง่ายแล้วก็เร็ว แล้วก็ชัดด้วย แล้วก็อยู่ได้นานด้วย ...ไปสังเกตดูดิ มันจะอยู่ได้นาน เรียกว่าไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งลงปุ๊บ มันก็อยู่เลย คล้ายๆ อย่างนี้ 

ไม่ใช่ว่าฟลุ้คหรือบังเอิญนะ ...นี่มันเป็นผลจากการที่เราสำรวม สำรวมศีล สำรวมสติ สำรวมจิต สำรวมกายวาจาอยู่ภายใน ...สำรวมในระหว่างดำเนินชีวิตประจำวัน

เพราะนั้นว่าจะไปเอามรรคผล หรือทำความรู้แจ้งในระหว่างทำงาน จับจ่ายซื้อของ หรือว่าการสั่งงาน ...ไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้  

เพราะมันเป็นงานหยาบ อยู่ในงานหยาบ มันอยู่ในการที่จิตมันจะต้องส่งออกนอก ...แต่อย่าให้มันเตลิดไกลแค่นั้นเอง

แล้วเวลามันกลับมาอยู่คนเดียว อยู่ในบ้าน อยู่ในที่ อยู่ในห้อง อยู่ในอะไร ให้ระวังดู ...คือจิตมันบอกว่า พักก่อน เดี๋ยวค่อยทำ รอก่อน พักก่อน...ไม่เอา

ทำความระลึก ทำสติ ทำความรู้ตัวอยู่เฉยๆ ...วางธุระ วางภาระไว้  อย่าไปปลิโพธิ กังวลกับบ้านช่องห้องหับ อย่างโง้น อย่างงี้ อย่างงั้น

ทำความรู้ตัวเฉยๆ อยู่กับตัว...เงียบๆ  ดูไป แล้วก็แยกแยะ แจกแจง ในกาย ในรูป ในรู้ ...อันไหนเป็นรู้ อันไหนเป็นรูป อันไหนเป็นความรู้สึกในกาย อันไหนเป็นเวทนา ...วนอยู่อย่างงี้

ให้มันวนอยู่อย่างนี้ ให้มันวนอยู่ในก้อนกายกองกายนี้ ...จิตมันจะกระโดดไปหยิบยกตัวนั้นมาพิจารณาดีมั้ย หยิบตัวนั้นมาหาดีมั้ย หยิบวิธีการนั้นมาทำดีมั้ย นี่ ทิ้งซะละซะๆ ละซะ 

วนอยู่ในนี้ อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นรูปกาย อันไหนเป็นเวทนาในกาย อันไหนเป็นรู้เห็นกาย ...แยกแยะอยู่แค่นี้ ทำความรู้สึกอยู่กับงานนี้

นี่ก็ทำงาน ใช้เวลาที่อยู่คนเดียวนี่ทำงาน นี่เขาเรียกว่าภาวนา ที่จะสมัครสมานสามัคคีในระหว่างศีล-สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา ...ก็ถือว่าเป็นงานเป็นการอย่างชัดเจนขึ้นตรงนั้น

แล้วก็เมื่อมันทำงานอย่างนี้ชัดเจนขึ้น ตอนนี้เวลามันไปสังสรรค์หรือไปทำกิจวัตรการงาน ...ยิ่งทำอย่างนี้เป็นกิจวัตร การที่มันจะเผลอเพลินไปไกล มันก็เริ่มอยู่เนื้ออยู่ตัวโดยที่ไม่ต้องควบคุมระวังมากขึ้น

มันก็มาสนับสนุนในการดำรงชีวิต ...การที่จะปรี๊ดแตก วีนหัก วีนแตก ไปกับเสียง กับคนนั้นกับคนนี้มันก็ค่อยๆ ไม่ค่อยเป็นน่ะ

ซึ่งแต่ก่อนนี่ เป็นไปแล้วยังไม่รู้ว่าเป็น เป็นไปแล้วก็เดือดเนื้อร้อนใจ มารู้ทีหลังก็ได้แต่ “กูไม่น่าเลย หนูไม่น่าเลย เราไม่น่าเลย” อะไรอย่างนี้

ถ้ามันทำอยู่ในกิจวัตรอย่างนี้ได้...เร็ว งานในมรรคเร็ว ปัญญาเกิด ชัด ...แต่มันไม่มามุ่งมั่นในงานอย่างนี้จริงๆ น่ะ คือมันไปมุ่งอยู่กับงานภายนอกกันเสีย 

เวลาทำงาน มันไปมุ่งแบบลืมเป็นลืมตายเลยน่ะ ...เพื่อโลกสวย นี่ เพื่อสังคมที่ดีขึ้น เพื่อคนรอบข้างจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ที่ทำงานมันจะได้รางวัลมั้ง ได้สถานประกอบการเกรดเอ

ลึกๆ คือหวังว่าตำแหน่งกูจะได้ขึ้น ใช่ป่าว ...เออ ประมาณนั้นน่ะ สุดท้ายก็สนองเราทั้งนั้นแหละ

พอมันไปมุ่งมั่นตรงนั้น แล้วจิตที่มันมุ่งออกภายนอกไป ถึงบอกว่าส่งออก ...ต้องรู้ว่าจิตส่งออกคืออะไร จิตไม่ส่งออกคืออะไร

จิตไม่ส่งออกคือจิตที่มันรู้ตัวอยู่ มีกายนี่ รู้อยู่ในกายนี่ ก็เรียกว่าจิตไม่ส่งออกแล้ว ...ถ้าออกนอกกายก็เรียกว่าส่งออกนอก แล้วก็มุ่งออกนอกไป ก็เรียกว่าสมาธิที่เป็นมิจฉาสมาธิ

แต่ถ้ามันมุ่งส่งภายใน แล้วก็มุ่งในกายนี่ ท่านเรียกว่าสัมมาสมาธิ ไม่ส่งออก ...เพราะนั้นเมื่อใดที่รู้ตัว ว่ากำลังนั่ง ณ ขณะนั้นน่ะจิตไม่ส่งออก ...จำไว้ก่อนเลย

เพราะอะไร ทำไมต้องให้จำอย่างนี้ ...เพราะว่าจิตที่ส่งออกเป็นสมุทัย เมื่อใดที่มันออกนอกกายนี่เป็นสมุทัย

แม้แต่ว่ามันอยู่ในกาย รู้ตัวแล้วมันยังมีทุกข์อยู่ ก็อย่าสงสัย ว่า “เอ๊ะ ทำไมกูยังทุกข์อยู่วะ” เออ อยู่ไปเดี๋ยวเข้าใจเอง เดี๋ยวจะเกิดปัญญาเองว่ามันทุกข์มาจากไหน

แล้วมันก็ค่อยแยกแยะ แตกกระจายขยายความของมันไปเอง ...ด้วยตัวของมันเองแหละ

อยู่ไปก่อน ทนไปก่อน ไม่ใช่ว่า “ก็รู้ตัวแล้ว..ทำไม  ก็ไม่ได้ส่งออก ไม่ได้เป็นสมุทัย แล้วทำไมกูยังทุกข์อยู่วะ ทำไมยังขุ่น ทำไมยังหงุดหงิด ทำไมยังอย่างนั้นอยู่”

เออ ทนไปก่อน เพราะปัญญามันยังตีโจทย์ไม่แตกแค่นั้นเอง ทนอย่างเดียว ...เพราะนั้นก็อยู่กับเราผู้ต้องทนทุกข์ด้วยความไม่รู้ไปก่อน เป็นเราผู้ทนทุกข์กับความไม่รู้ไปก่อน

เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ขยาย...ด้วยอำนาจของความจดจ่ออยู่ในที่เดียว ...เหมือนกับมันเกิดความพินิจพิเคราะห์ มันเกิดความวิจารณะ มันเกิดวิจารณาญาณ ญาณที่วิจารณญาณ

อย่างที่เขาเอามาใช้กันทั่วไปว่าให้มีวิจารณญาณนะ คือให้ถี่ถ้วนละเอียดรอบคอบ นั่นคืองานภายนอก ...แต่คำว่าวิจารณญาณนี่ คือญาณที่มันเห็นด้วยความสอดส่องละเอียดถี่ถ้วน

แต่ในระหว่างนั้น...แรกๆ อดทนก่อน ต้องอดทน ...มันเร่าร้อนอยู่แล้ว เพราะมันเผาๆๆ 

มันเผาอะไร ร้อนเพื่ออะไร ...เพื่อให้มันแตกไปทางอายตนะ ทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางคำพูด ทางการกระทำ ทางความคิด ทางความเห็น มันจะแตกๆๆ ออก มีช่องทางไปอยู่หกช่อง

นี่ก็อดทนไว้ก่อน ประคับประคองไว้ ...ประคับประคอง สงวนตัว สงวนกาย สงวนจิตไว้ สงวนธรรม สงวนรู้ปัจจุบัน นี่ เขาเรียกว่าสงวน 

รักตัวสงวนตัวไว้ สงวนศีลสงวนสมาธิไว้ ต้องสงวนไว้ก่อน แล้วมันก็ค่อยๆ มีกำลังขึ้นๆ ...ทีนี้อะไรๆ มันก็จะชัดเจนขึ้นด้วยตัวของมันเองนั่นแหละ 

ไม่ต้องไปเปิดตำรามาเทียบ ไม่ต้องไปถามคนอื่นมาตอบโจทย์ ...มันจะตอบโจทย์ของมันเอง ด้วยการรู้การเห็นนั่นแหละ 

แม้ว่ามันจะซ้ำๆ เดิมๆ..ซ้ำๆ เดิมๆ เหมือนเดิมอีกแล้วๆ กลับมารู้ตัวอยู่กับนั่งทีไรก็เป็นทุกข์ ...เพราะอารมณ์มันก็ยังขัง ข้อง คา 

ขัง...เหมือนกับมันขังทุกข์อยู่ข้างใน ขังอารมณ์อยู่ข้างใน ...แล้วลึกๆ มันก็อยากผลักดันอารมณ์นี้ให้ออกด้วยวิธีคิด วิธีแก้ วิธีทำยังไงดีวะ อย่างนี้ตลอด

ไม่เอา ...ขังไว้ มันขังขังไป ...อยู่ไป ดูไป อยู่กับกรงเสือ อยู่กับกรงหมี อยู่กับกรงชะนีลิงค่างบ่าง ...อยู่กับมันไป ใครจะตายก่อนกัน

อย่าให้มันกินแล้วกัน ...ถ้ามันกินก็เสร็จมัน มันก็พาออกนอกไป  กลายเป็นเราเป็นเสือไปเลย ถูกกินไปแล้วก็กลายเป็นเสือ หรือลิงมันกินเข้าไปเราก็เป็นลิง

จิตก็ล่อกแล่กๆๆ เหมือนลิงๆ น่ะ หรือเป็นชะนี เกาะๆๆ เกาะเป็นนางเกาะ นางกวัก เกาะ เห็นอะไรก็เกาะ เห็นอะไรก็ปึ้บ นี่ ชะนี ...คือเป็นฝูงสัตว์เลยอ่ะ เราน่ะ แล้วแต่จะเป็นสัตว์ชนิดไหน 

ถ้าโกรธหน่อยก็เสือ จะไปกินเขาน่ะ ...คำพูดก็จะไปกิน ตาก็ถลึงจ้องกินเลือดกินเนื้อ ปากก็แยกเขี้ยวออกกัดกันจมน่ะ...ด้วยวาจา

นี่กลายเป็นสัตว์ไปหมดแล้ว เพราะไปกลืน ...ถูกสัตว์เหล่านี้มันกลืนกินไป


(ต่อแทร็ก 12/19)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น