พระอาจารย์
12/21 (561022A)
22 ตุลาคม 2556
พระอาจารย์ – นี่ ภาวนาเป็นยังไงบ้างล่ะ
อยู่กับเนื้อกับตัวได้มากขึ้นรึเปล่า
อย่าปล่อยให้มันหลง เพลิน หายไป...ไปคิด
...อย่าไปดูความคิด ละความคิดซะ ออกจากความคิดเลย อย่าไปสนใจที่จะได้ดูมัน ...สิ่งที่จะต้องสนใจคือกาย
ยึด...ให้ยึดกายไว้ ยึดกายก็เหมือนกับยึดศีล ให้ยึดมั่นในกาย ยึดมั่นในศีล ใครเขาจะว่าติดกายก็ดี
ใครเขาจะว่าไม่ได้อะไรก็ดี ...แต่ให้ถือว่ายึดมั่นในกายก็คือยึดมั่นในศีล มันไม่ผิดหรอก
แล้วก็พยายามยึดมั่นจนมันไม่ขาดหายเลย
นิดหนึ่งก็ไม่หาย หน่อยหนึ่งก็ไม่หาย ให้มันปรากฏอยู่ด้วยความชัดเจน มั่นคง ตลอด ...ก็หมายความถึงศีลมันบริบูรณ์ขึ้น
ไม่บกพร่องขึ้น มีความเต็มขึ้น
ทำศีลให้มันเต็ม ...ทำให้มันเต็ม
ไม่ให้มันแหว่งเว้า ขาดวิ่น ขาดตอน สมาธิมันก็จะงอกงามขึ้นมาภายใน
คือความตั้งมั่น เป็นหนึ่ง ไม่ส่ายแส่ไปมา ไม่แตกตัวออกไปเป็นจิตปรุง
การรู้การเห็นภายในมันก็จะเกิดขึ้นตามมา
การเข้าใจสภาพธรรมตามจริง...ที่เนื่องด้วยกายก็ตาม ที่เนื่องด้วยจิตก็ตาม ...มันก็จะเกิดขึ้น
ถ้ามันไม่มีฐานกาย ฐานศีล ฐานรู้
ฐานสมาธิ ...สิ่งที่มันเนื่องออกมาเป็นจิต
มันก็จะเป็นการรับรู้ด้วยภาวะที่มันเลื่อนลอย ไม่มีฐาน ...มันไม่เกิดความเข้าใจอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ถ้ามันเป็นการรู้อยู่บนรากฐานของศีล
สมาธิ ...ยังไงก็เป็นความรู้บนมรรค เป็นความรู้เห็นในมรรค บนมรรค
มันก็จะเกิดความเข้าใจ ละวาง ถ่ายถอน
ความเห็นผิดภายใน ว่าสิ่งนี้มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ว่าสิ่งนี้มีความตั้งอยู่เป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้มีความดับไปเป็นธรรมดา ...ไม่มีอะไร
มันก็เห็นด้วยญาณที่เป็นปัญญา
บนฐานของมรรค บนฐานของศีล บนฐานของสมาธิ ...มันไม่ใช่เป็นความรู้แบบเลื่อนๆ
ลอยๆ...เกิดๆ ดับๆ แบบเลื่อนๆ ลอยๆ ไม่เข้าใจอะไร
พอมันไม่มีความรู้เนื่องด้วยจิต
เพราะไม่มีอารมณ์กระทบ
เพราะไม่มีอายตนะมากระทบให้เกิดอาการแตกตัวออกไปปรุงแต่งใดก็ตาม …มันก็มาทำความสำเหนียกรู้ถึงภายในกายภายในศีล
เป็นงานประจำ เป็นงานหลัก ...เพื่อทำความรู้แจ้งในกาย
เพื่อทำความเห็นชอบในกาย เพื่อถ่ายถอนความหมายมั่นในกาย ว่ากายนี้เป็นเรา...หรือไม่เป็นเราอย่างไร
มันก็จะเกิดการสำเหนียกรู้
สำเหนียกเห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปไหน …ผลมันก็อยู่ที่มรรคนั่นเอง มันไม่ได้ไปอยู่ที่อื่น
ที่ไหน ที่นอก ที่เหนือ ที่เกิน...จากมรรค
เพราะนั้นความรู้ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้นอกศีลสมาธิปัญญา
ก็ไม่ได้เรียกว่าเป็นผลในองค์มรรค หรือว่าผลในการเจริญมรรค ...มันก็กลายเป็นรู้นอกออกไป
ไม่ได้เป็นการรอบรู้ในกองขันธ์ เข้าใจความเป็นจริงของกองขันธ์
เพราะนั้นในวิถีชีวิต
ในการดำเนินชีวิตนี่ จริงๆ ต้องสะสม เพิ่มพูน พอกพูน ศีลกับสติ ให้มาก ให้เต็ม
ตามกำลัง...เต็มกำลังซะก่อน
สมาธิมันก็จะมากขึ้น...เท่ากับที่ศีลมันบริบูรณ์ได้แค่ไหน ... ศีลมีความบกพร่องน้อยแค่ไหน สมาธิมันก็จะมากขึ้นเท่านั้น
ยังไม่ต้องคิดใกล้คิดไกลอะไรในผล ...เริ่มต้นทำรากฐานให้มันมั่นคง ให้ทางเดินของมรรคมันแข็งแกร่ง
การเจริญในมรรคมันชัดในศีล-สมาธิเสียก่อน ปัญญามันก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นตามลำดับ
การรู้เห็นในกองกายกองขันธ์ตามความเป็นจริง
มันก็ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น หาความเป็นตัวเป็นตนอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งความเป็นเรา
เป็นสัตว์เป็นบุคคล ก็หาไม่ได้
จึงหาความเป็นตัวตนอะไรไม่ได้เลย ...เป็นแค่อะไรอย่างหนึ่งที่เกิดๆ
ดับๆ เท่านั้นเอง
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ที่นี้ที่เดียว...กายเดียวใจเดียว ...จนมันเกิดความรู้ เกิดความเห็นในกายในศีลนี่...โดยตลอด
โดยครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ห่างไม่หาย ไม่ว่างไม่เว้น
มันไม่มีช่องว่างในกายเกิดขึ้น คือไม่หายไป บกพร่องไป ...ความรู้เห็นในกายก็เรียกว่าเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในกาย
พร้อมกับละวางความเห็นผิดในกาย จนหมดสิ้นไป
ถ้าความเห็นผิดในกาย...ว่านี้เป็นเรา
นี้เป็นของเรา มันหมดไปสิ้นไปแล้วนี่ ...ทุกข์นี่มันจะหายไปค่อนนึงเลย
ทุกข์ของเรานี่มันจะหายไป เจ็ดสิบ-แปดสิบเปอร์เซ็นต์เลย
ก็ยังเหลือแต่เราที่เป็นทุกข์กับสภาวะต่างๆ
เท่านั้นเอง ...สภาวะของทุกข์เราในกาย ที่เนื่องด้วยกาย
กับสิ่งที่มากระทบกายนี่มันก็ออกไป หมดไป ไม่หวนคืน ...ทุกข์มากกว่าครึ่ง เกินครึ่ง
ค่อนนึง หายไป
วนเวียนซ้ำซาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...กายอันเดิม ที่เดิม ที่เดียว ...อันไหนเป็นกาย มันอยู่ยังไง มันตั้งยังไง
มันปรากฏยังไง ...อันไหนเป็นรู้ มันตั้งยังไง มันลักษณะอาการรู้เป็นยังไง
สอบทานทบทวนอยู่สองที่นี่แหละ...อันไหนเป็นกาย
อันไหนเป็นรู้ กายกับรู้มันต่างกันอย่างไร
มันมีลักษณะไม่เหมือนกัน ...กลับไปกลับมา วนไปเวียนมา
ลักษณะอาการที่ทำอย่างนี้
เขาเรียกว่าค้นหาความเป็นจริงภายใน เป็นการทำความรู้แจ้งภายใน
ไม่ได้เป็นการทำความรู้แจ้งออกไปภายนอก
ใครจะเป็นอะไร ใครจะถูก ใครจะผิดน่ะ
ไม่ต้องไปแจ้ง ไม่ต้องไปรู้แจ้ง ไม่ต้องไปทุรนทุรายกระวนกระวาย ไขว่คว้าค้นหาความเป็นจริงเหล่านั้น
คนนั้นถูก คนนี้ผิด คนนี้ถูกกว่า
คนนี้ผิดกว่า นี่ไม่ต้องไปแจ้ง ...ให้กลับมาทำความรู้ความแจ้งภายใน
โดยเอากายเป็นที่รู้ เอากายเป็นที่แจ้ง เอารู้เป็นที่รู้ เอารู้เป็นที่แจ้ง ...สองสิ่ง
มันจึงจะเกิดความรู้ขึ้นภายในซึ่งเป็นความรู้ที่แท้จริง
ที่เรียกว่าวิชชา ๓ วิชชา ๔ วิชชา ๖ วิชชา ๘ เกิดขึ้นอย่างนี้ ...วิชชา
ใครมีบุญบารมีวาสนาแต่เก่าก่อนก็ได้เป็นวิชชา
๘ ใครมีวาสนาบารมีมากสะสมมามาก
ก็เป็นปฏิสัมภิทา ๔ ใครมีวาสนาบารมีน้อย
ปานกลาง ก็เป็นวิชชา ๓ อยู่ภายใน
แต่ทั้ง ๓ เหล่า ๓ แบบ ทั้งอภิญญา ๖
วิชชา ๘ เตวิชโช วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๔ ...ล้วนแล้วแต่หนึ่งในวิชชาเหล่านั้นคือ ความหลุดพ้น...เป็นโลกุตตรธรรมเหมือนกัน
นอกนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน
แตกต่างกันไปตามรายข้อ ...แต่มีความเหมือนกันแบบเดียวกันคือ...โลกุตตรธรรม
หรือว่าอาสวักขยญาณ
ซึ่งเป็นปัญญาญาณขั้นหลุดพ้น
ด้วยการรู้แจ้งเห็นจริงในกองโลกกองขันธ์ ...ผลก็คือการไม่กลับมาเกิดอีก...เหมือนกันหมดในสามแบบ
สามลักษณะของวิชชา กลุ่มวิชชา
แต่ความรู้ที่ว่าได้จากภายนอกนี่
มันเป็นศาสตร์ที่แตกต่าง มากมาย มหาศาล ...แต่จะไม่มีศาสตร์หรือวิชาที่มันจะรู้ถึงความหลุดพ้นได้เลย
แม้แต่แขนงใดแขนงหนึ่ง
หรือแม้แต่วิชาการใดวิชาการหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นภายนอกขันธ์
ภายนอกมรรค ภายนอกศีลสมาธิ ปัญญา
เพราะนั้นเมื่อประกอบกระทำภาวนา
ด้วยกลอุบายวิธีใดวิธีหนึ่ง เรียกว่าอุบายธรรม ...แล้วในอุบายธรรมนั้นน่ะ
ไม่มีรากเหง้าของศีลสมาธิปัญญาอยู่ตรงนั้นที่นั้น ...ก็ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงแค่อุบาย…ไม่ใช่หลัก
ไม่ว่าผลของมันจะได้ดี
ดูดี มีความสุข มีความสบาย หรือปราศจากทุกข์ขนาดไหนก็ตาม ...ก็ยังไม่ถือว่าทุกข์นั้นเป็นปหาน
ทุกข์นั้นเป็นสมุจเฉท
ยังมีการที่มันจะต้องกลับมาหวนคืนอีก
หรืออาจจะพอกพูนขึ้นอีกได้ ...คือมีเสื่อมนั่นเอง
แต่วิชชาในมรรค...ไม่เสื่อม ได้แล้วได้เลย ละแล้วละเลย ...กลับมาใหม่ก็ไม่เท่าเก่า มันมีแต่น้อยลง ผ่อนคลายลง
เจือจางลง ไม่แนบแน่นเท่าเก่า
อาจจะทุกข์เหมือนเก่าหรือคล้ายเก่า...แต่ไม่เท่าเก่า นั่นน่ะคือผลที่มันต่างกัน ...ซึ่งผลเหล่านี้ ไม่มีใครรู้ได้หรอก
เพราะมันเป็นผลที่เป็นปัจจัตตัง...จำเพาะผู้ปฏิบัตินั้นเอง
จึงไม่ต้องไปถามว่าผลนี้ใช่หรือไม่ใช่
ถูกหรือผิด ไม่ต้องไปถามกับใคร หรือเอาตำราใดมาสอบทานตรวจทานให้เกิดความสงสัยและลังเล
เพราะนั้นการปฏิบัติ
ที่มันเนิ่นช้านี่ เพราะมันไม่เข้าใจว่าอันไหนเป็นหลัก อันไหนเป็นอุบาย แล้วหลักอยู่ที่ไหน ...มันก็จะไปสาละวนอยู่แค่อุบาย
แล้วก็ผลที่ได้จากการปฏิบัติกับอุบายนั้นๆ ซึ่งแตกต่างกันไปตามรูปแบบลักษณะของอุบายวิธีการปฏิบัตินั้นๆ ก็ได้ผลที่แตกต่างกันไป ไม่ตรง
แต่เมื่อใดผู้ใดเฉลียวได้ถึงศีลสมาธิปัญญา
แล้วเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นตัววัด ...เป็นบรรทัดฐาน
เหมือนคิวซีน่ะ
ว่ามันต่ำกว่าคิวซีไหม ...คือมีคุณภาพตามที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักธรรมนั้นไว้ไหม...ในผลที่พระพุทธเจ้าว่าจะได้จากการปฏิบัตินั้น
เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญาจึงเหมือนเป็นมาตรฐาน
คัดกรองธรรมจากการปฏิบัติที่ได้...ว่ามันไม่ผิด ...ถ้าเฉลียวได้
มันก็จะสามารถน้อมเข้าสู่ศีลสมาธิปัญญาได้...ในทุกอุบาย
เพราะศีลสมาธิปัญญานี่ มันเป็นสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว...ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ
ไม่ว่าจะเดินอยู่ในอุบายไหน ปฏิบัติในเส้นทางไหน ...ไม่มีอะไรมาปิดบังศีลสมาธิปัญญาได้หรอก
ไม่มีอะไรมาลบล้างศีลสมาธิปัญญาเลย
ไม่มีอะไรมาขัดขวางศีลสมาธิปัญญาได้ ...มันดำรง
มันคงความเป็นศีลสมาธิปัญญาอยู่ชั่วนาตาปีในขันธ์นี้...ตราบเท่าขันธ์นั้นจะแตกดับ
เพราะนั้นสิ่งที่เราแนะนำนี่ เราจึงไม่แนะนำเรื่องของอุบายการปฏิบัติ
...แต่เราแนะนำเรื่องศีลสมาธิปัญญา ว่าที่ไหนคือศีล อะไรคือศีล อย่างไรเรียกสมาธิ
อย่างไรเรียกว่าปัญญา
เพื่อให้แต่ละคนนี่
มันไม่ผิดมาตรฐานของศีลสมาธิปัญญา หรือไปหาศีลสมาธิปัญญาที่อื่น
หรือไปทำขึ้นมาใหม่ ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือความรู้ความเข้าใจที่มันคลาดเคลื่อน
เมื่อรู้แล้ว เมื่อเข้าใจแล้ว...โดยสุตตะ
โดยจินตา...ว่าศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ...ทีนี้ก็ต้องอยู่ที่ว่า
มีศรัทธาน้อมนำ มีวิริยะพากเพียรลงทุนปฏิบัติในกรอบของศีลสมาธิปัญญา
ด้วยความไม่ท้อถอย ไม่สงสัย ไม่รอ
ไม่ปล่อยผ่าน ไม่ปล่อยให้ศีลผ่านไป ...คือการดำเนินไปของกายของขันธ์ มันปล่อยผ่านไป
ล่วงเลยไปทุกปัจจุบันนี่ ...ก็เรียกว่าไม่ปล่อยผ่านศีล
มันก็เกิดสติ มันก็เกิดสมาธิ
มันก็เกิดปัญญา หลังจากมีศรัทธา วิริยะ นั่นเอง ...คืออินทรีย์ คือพละ ๕
เป็นหมวดธรรมในโพธิปักขิยธรรมเบื้องต้น ที่จะเข้าสู่ความเป็นสัมมาทิฏฐิในองค์มรรค
เพื่อให้เกิดผล...คือเป็นไปเพื่อความละ
เลิก ออกจาก “ทุกข์ของเรา”
ไม่ใช่ออกจากทุกข์ของโลก ไม่ใช่ออกจากทุกข์ของขันธ์ ...แต่ออกจากทุกข์ของเรา ทุกข์ในเรา
ทุกข์เพราะมีเรา และก็ออกจากสุข ซึ่งไม่ใช่สุขในขันธ์
ไม่ใช่สุขในโลก แต่สุขในเรา
นี่เพราะมี "เรา" จึงมีสุขและทุกข์นั่นเอง ...ถ้าไม่มี “เรา” มันก็ไม่มีสุขในขันธ์ ไม่มีทุกข์ในขันธ์ มันก็ไม่มีสุขในโลก ไม่มีทุกข์ในโลก
ก็คงเหลือแต่ทุกข์ของขันธ์ตามความเป็นจริง
กับสุข-ทุกข์ในโลกตามความเป็นจริง ...ไม่ใช่ของใคร
ไม่มีใครเข้าไปครอบครองสุข-ทุกข์เหล่านั้น
หรือไปสร้างสุข-ทุกข์ของเรากับสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา
นี่คือผลของผู้ที่เจริญอยู่ในองค์มรรค ...จะได้มาก จะได้น้อย ก็คือ “เรา” น่ะมันหมดไปสิ้นไปได้มากขึ้นไหม
ความยึดหน้าถือตา ความยึดตัวถือตน
ความหมายมั่นของเรานี่ ...มันเจือจาง มันผ่อนลง มันน้อยลง มันเบาลง มันหมดลง
มันสิ้นไป...มากน้อยแค่ไหน
“เรา” หมดลง “เรา” บางลง “เรา” น้อยลงเท่าไหร่...สุข-ทุกข์ก็หมดลง น้อยลง บางลงเท่านั้น
ยังคงเหลือแต่ความเป็นปกติ ธรรมดา
และเป็นกลาง ที่ท่านเรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ นั่นเอง ...เป็นพื้น เป็นผล เป็นนิโรธ
ที่อยู่คู่กันกับมรรค คู่กันกับศีลสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมา
(ต่อแทร็ก 12/22)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น