วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 12/16


พระอาจารย์
12/16 (560929D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กันยายน 2556


โยม –  พระอาจารย์คะ ตอนนี้ลูกมีปัญหาว่า สมมุติว่าเวลาจะรู้นี่ฮ่ะ มันเหมือนกับว่าตัวเองชอบพากย์ตัวเองอยู่น่ะค่ะ เหมือนนั่งพากย์อยู่น่ะค่ะ แล้วไม่รู้จะแก้ยังไงฮ่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องแก้ ทำใจเฉยๆ  พากย์ก็พากย์ไป


โยม –  บางทีมันรู้สึกหงุดหงิดว่าจะพากย์ทำไมเนี่ย   

พระอาจารย์ –  ก็บอกแล้วไง หงุดหงิดก็อย่าไปหงุดหงิด ...ก็รู้ว่ามันหงุดหงิดเพราะไม่อยากให้มันพากย์  
ก็ถ้าไม่ไปสร้างความอยากหรือไม่อยากกับการพากย์ของจิตเนี่ย มันก็จะไม่มีหงุดหงิด ...นี่ ให้รู้ไว้อย่างนี้ก่อน ...เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู เข้าใจรึเปล่า เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา 

แต่อย่างเนี้ย ถ้ายังเข้าใจว่าอาการพากย์นี้เป็นอาการของเรานี่ มันก็จะหงุดหงิด ...แต่ถ้ามองว่านี่เรื่องของมัน อยากพากย์ พากย์ไป เรื่องของมึง ไม่สน เข้าใจมั้ย มันก็จะไม่ค่อยหงุดหงิด 

อันนี้ระงับความหงุดหงิดได้แล้ว ระงับความที่ว่า “กูจะไปจัดการกับมันยังไงดีวะ” ... ระงับไปก่อน คือปล่อยให้มันเป็นเรื่องของหมาข้างถนน ไม่มีเจ้าของ เข้าใจรึเปล่า 

มันจะไปกัดใคร มันจะขี้เยี่ยวยังไง ขี้เยี่ยวซ้ำซากยังไง คือหมาข้างถนน ไม่ใช่หมาของเรา เออ มันจะไปเดือดเนื้อร้อนใจมั้ย ...นี่ ระงับตัวนี้ไว้ก่อน แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา รู้ตัวอย่างเดียว รู้เข้าไป 

ช่างมัน มันจะพากย์ก็พากย์ไป กูก็จะรู้ไป ...เอางี้ ไม่ต้องแก้ ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป กิเลสก็ทำหน้าที่ของมัน ความคุ้นเคยแต่เก่าก่อนก็ทำหน้าที่ไป กูปัจจุบันกูก็จะทำหน้าที่รู้ของกูไป อย่างนี้ก่อน

อย่าไปโมเดล อย่าไปสร้างโมเดลใดขึ้นมา แล้วเข้าใจว่าโมเดลนั้นน่ะถูกต้อง ต้องเป็นอย่างที่โมเดลนั้น ...แบบโมเดลอย่างที่อาจารย์พูดน่ะ เข้าใจมั้ย 

เนี่ย เขาเรียกว่าฟังไม่ดีแล้วก็เอาไปจำ จำแล้วก็เอาไปจำลองขึ้นมา ...พอจำลองขึ้นมาแล้วมันไม่เป็นเหมือนอย่างที่จำลอง กูโคตรโกรธเลย เนี่ย เขาเรียกว่าฟังไม่เป็น

อย่าไปสร้างโมเดลของขันธ์ มันอยากแสดงอะไรหัวหกก้นขวิด...แสดงไป ... แต่ว่าให้จำให้ดีว่า งานที่จะต้องทำคือ รู้ตัว...เป็นหลัก  อย่าให้ทิ้ง อย่าให้หายจากการรู้ตัว 

ถ้ามันหายจากการรู้ตัว ถ้ามันไม่ทำกับการรู้ตัว ถ้าไม่เหนี่ยวรั้งรักษาความรู้ตัวไว้นี่ มันจะเข้าไปเกิดความมุ่งมั่นในอาการ กับอาการกิเลสบ้าง ขันธ์บ้าง อย่างนั้นน่ะ มันจะเข้าไปเป็นเราในนั้น โดยที่ไม่รู้ตัว

เพราะนั้นก็เอาเราหรือเอาจิตนี่ คือเอาจิตหรือเอาเราดึงมานี่ เอามาเป็นเรารู้ซะ รู้กับกายซะ ...แม้ขณะที่รู้กับกาย มันก็ยังไม่เป็นรู้กับกายล้วนๆ หรอก มันก็ยังเป็นเรารู้อยู่ 

ยังรู้อยู่ ก็เป็นเราที่รู้อยู่ ยังไงก็เป็นเรา ไม่เห็นมันเป็นรู้เลย  เออ มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ก็เป็นเรารู้อยู่กับปัจจุบัน เข้าใจมั้ย เราก็ยังอยู่ตรงรู้นั่นแหละ ...เอาอย่างนั้นไปก่อน

คืออย่าไปสร้างโมเดล อย่าไปคาด...“อาจารย์ว่ามันเป็นรู้ มันไม่ใช่เรา แล้วทำไมยังเป็นเรารู้อยู่” ... เออ ก็มันเป็นอย่างนี้จะให้เป็นยังไงเล่า แน่ะ ความจริงน่ะ 

เข้าใจคำว่าความจริง หรือปกติที่มันเป็นมั้ย ...มันเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น แต่ว่าให้อยู่ในกรอบของงานนี้ก่อน แล้ว wait and see ...เข้าใจคำว่า wait and see มั้ย 

คราวนี้เรามัน wait ไม่ได้น่ะ มันไม่ยอม wait  ... คือมันจะ run…running…runout…run away…run forever อ่ะ เข้าใจรึเปล่า 

wait หน่อย wait หน่อย  ตบๆ หัวมันหน่อย เข้าใจมั้ย ...ตบหัว “เรา” ไว้ ให้อยู่ในที่ก่อน อย่าเพิ่งรีบ  ...อดทนดูมันไป อดทนรู้ตัวไป


โยม –  มันอึดอัดค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ ก็บอกว่าเดินบนคมมีดไง เข้าใจมั้ย ...เอาให้ตีนด้านสิ ถ้าตีนไม่ด้าน อย่าเลิก อย่าออกสิ ...เรียกว่ามุมานะ มุ่งมั่น ในงาน สัมมาอาชีโว สัมมากัมมันโต 

แล้วการงานชอบ ดำริชอบ...ต้องดำริในองค์มรรคให้ได้ก่อน  ถ้าไม่สามารถดำริในศีลสมาธิปัญญาด้วยความมั่นคงแล้ว มันจะทิ้งงาน มันจะอู้งาน มันจะนอนหลับทับสิทธิ์ในงาน

มาตั้งดำริชอบ คือชอบว่าศีลคืออย่างนี้ สมาธิเป็นอย่างนี้ มรรคคืออย่างนี้ ทำอย่างนี้ ออกจากกาม ออกจากพยาบาท ออกจากการหมุนวน ออกจากการเกิด-ตาย จะออกได้อย่างนี้

นี่ มันก็เกิดการดำริ สัมมาสังกัปโป ...สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีพชอบ การงานชอบ มันก็จะเลี้ยงชีพอยู่แค่นี้ แค่รู้แค่นี้ กูพอแล้ว พอกินแล้วโว้ย ...นี่เลี้ยงชีพชอบ

ถ้าไม่พอกินโว้ย ต้องคิดให้เกิดความสุข นี่เขาเรียกว่าเกิน ไม่เลี้ยงชีพชอบ เกินๆ ...ถ้าเลี้ยงชีพชอบ พอดีแล้ว นี่ แค่รู้นี้ พอดีแล้ว 

ปัญญงปัญญากูไม่เอา มรรคผลไม่เอา ภูมิจิตภูมิธรรมไม่เอา สภาวะในตำรา เหมือนคนนั้น เหมือนคนนี้ที่นั่งข้างๆ ...กูไม่เอาอ่ะ ...นี่เขาเรียกว่าเลี้ยงชีพชอบ พอตัวแล้ว พอดี 

มันก็กลับคืนสู่ความพอดี เลี้ยงชีพชอบ ด้วยการงานชอบ คือแค่รู้แค่นี้ กูทำแค่นี้ ทำบาทได้บาท ทำสลึงได้สลึง อยู่แค่เนี้ย ได้แค่ไหนก็แค่นั้น เลี้ยงชีพ ทำงานชอบ ด้วยดำริชอบ เห็นมั้ย มรรคมั้ยเนี่ยๆ

ที่ไม่ได้อธิบายมาเป็นคำพูด มันก็รวมอยู่ในการรู้ตัวนี่แหละ ...ถ้าไม่อยู่ในองค์มรรค ไม่ได้ครบแปดนะ มันรู้ตัวไม่ได้หรอก  ที่มันรู้ตัวได้ เพราะมันมีแปด 

แต่พอดีไม่ได้พูดแปด เดี๋ยวมันจำ เดี๋ยวมันก็ไปนั่งว่า “เอ๊ะ ตอนนี้กูดำริชอบหรือกูดำริผิดวะเนี่ย” (หัวเราะกัน) “เอ๊ะ การงานอย่างนี้ มันน่าจะมีจ๊อบมั้ย มีโอเวอร์ไทม์รึเปล่า หรือว่าไปหาเศษหาเลยได้มั้ย”

เนี่ย ยุ่งอีกแล้วๆ จิตมันชอบหาเรื่องแตกเรื่องอยู่เรื่อยน่ะ จิตหรือเราน่ะแหละ ...เพราะนั้น “รู้ตัวเข้าไปเหอะ” โง่ๆ นั่นแหละครบแล้ว มรรคแปด ...นี่ถ้าไม่ถามก็ไม่อธิบาย เข้าใจรึเปล่า 

พออธิบายแล้วเดี๋ยวมันก็จำอีกแล้ว เดี๋ยวก็ไปนั่งเปิดตำราดูมรรค ไล่ดูมรรคแล้ว เพราะ...อ้ที่พูดว่าแปดกูยังจำไม่ได้เลยเว้ย แปดมันคืออะไรบ้าง เดี๋ยวต้องกลับไปดูแล้ว... 

นี่อาจารย์ว่าสัมมาอาชีโว มันอยู่อันไหนก่อน อันไหนหลัง มันต้องสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ... อันไหนก่อนอันไหนหลังวะเนี่ย ...แล้วกูจะเริ่มตรงไหน” นั่น

เห็นมั้ย ขามั่วนี่ กูจะมั่วได้ตลอดในธรรม ...ถึงบอกว่า การจำแนกธรรมภายในนี่ มันจำแนกด้วยวิจยะ จำแนกความปรากฏขึ้นด้วยการรู้และเห็นที่เป็นกลางๆ 

ไม่ได้จำแนกด้วยสมมุติบัญญัติ ด้วยภาษา ไม่ได้จำแนกด้วยแขนงของปัญญาหรืออรรถกถาหรือบาลี ...เพราะนั้นดูไปเฉยๆ รู้ตัวนั่นแหละคืองานหลัก คือศีลสมาธิปัญญารวมอยู่ที่นี่ มรรครวมอยู่ที่นี้แล้ว 

ไม่ต้องไปวิจารณญาณไปถึงที่เคยอ่าน หรือที่เคยฟังคนนั้นเขาพูด “คุณน่ะรู้ยังไม่ครบมรรคเลย จะอยู่ในมรรคได้อย่างไร” นี่ กูก็ชักแหยงๆ แล้ว ใช่มั้ย

พอได้ยินว่า... “ไม่เคยนั่งสมาธิ จิตไม่เคยรวมถึงขั้นอัปปนาแล้วมันจะเดินในมรรคได้อย่างไร” ...ก็ เอ้า นี่ กูต้องไปหลับตาอีกแล้วโว้ย


โยม –  พระอาจารย์คะ แล้วเราจะจำเป็นมั้ยว่าเราจะต้องนั่งสมาธิอย่างนี้ฮ่ะ

พระอาจารย์ –  คือมันเป็นรูปแบบที่เอื้อน่ะ ... ก็ถ้ายืนทำกับข้าวอยู่นี่ แล้วยืนทำกับข้าวรู้ตัว กับนั่งสมาธิรู้ตัวนี่  อันไหนมันจะมีความมุ่งมั่นกว่ากัน

โยม –  ยืนทำกับข้าว

พระอาจารย์ –  ก็ยืนทำกับข้าวไป เออ เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้ายืนทำกับข้าวแล้วมันไม่เอื้อต่อการรู้ตัวนี่ ...ไปหลับตาซะ

โยม –  แล้วพอเวลามันนั่งสมาธิอย่างนี้ฮ่ะ มันจะแบบ...คือเป็นคนฟุ้งซ่านน่ะฮ่ะ พระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็อย่าไปนั่ง เพราะเราไปนั่งแล้วเราไปบังคับ

โยม –  เพราะว่ามันจะแบบวิ้งๆๆๆ แล้วมันจะอึดอัดมากอย่างนี้ฮ่ะ มันจะแก้

พระอาจารย์ –  อย่าไปแก้ อย่าหนี ...ถ้าโยมว่า วิ้งๆๆ เป็นโยมน่ะ โยมก็ทุกข์  ถ้าวิ้งๆ ก็คือวิ้งๆ ...เรื่องของมัน แน่ะ แล้วโยมจะไปยุ่งอะไรกับมัน หือ

โยมไปยุ่งกับมัน ก็หมายความว่าขันธ์นี่เป็นของเราร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เข้าใจมั้ย  ...คือพยายามมองในแง่นี้ก่อน เออ ชั่งหัวมัน ชั่งหัวมัน เอาให้หัวมันนี่เท่าดอยเชียงดาวเลย กองเท่าดอยเชียงดาว

เรานี่หลายกองแล้วนะ หัวมันของเรานี่เต็มโลกเลย มากกว่ามันที่มีอยู่ในตลาด ...ชั่งหัวมันลูกเดียว มันจะเกิด มันจะไม่เกิด  มันจะมี มันจะไม่มี  มันจะดั่งใจ มันจะไม่ดั่งใจ  

มันจะปรากฏบ้าบอคอแตกในความคิดความเห็น...ชั่งหัวมัน ... เอารู้เอาเห็นๆ เอากายเอาใจ เอารู้ปัจจุบันเป็นหลัก นอกนั้นชั่งหัวมัน เอางี้ซะก่อน

อู้ย หัวมันเราเต็มพะเนินเลย มากสูงยิ่งกว่าดอยเชียงดาวอีก กว่าจะทิ้ง กว่าจะลบหัวมันออก ว่ามันไม่มีอะไรหรอก นั่น สุดท้าย...จากชั่งหัวมันนะ แล้วจะเห็นว่ามันไม่มีอะไร ไอ้มันๆๆๆ น่ะ มันไม่มีอะไร

ทีนี้ก็เบาแล้ว ไม่ต้องชั่งหัวมันแล้ว ไม่มีมันให้ชั่ง ก็เลยต้องทิ้งตราชั่ง...ไอ้ตราชั่งก็คือเรา ก็เลยไม่มีเราไปชั่งมัน เออ ก็ไม่มีมันให้ชั่งแล้วกูจะชั่งอะไร นะ กว่าที่มันจะเห็นความเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตนในเรา

แต่นี่ยังเห็นเป็นมัน เป็นเขา เป็นเรา เป็นนั้น เป็นนี้ ...เป็น something else , something wrong , somebody , someone , sometime  เห็นมั้ย some…some…some ซ้ำซากอยู่ใน something else  

มันไม่มีอะไรในนั้น เข้าใจมั้ย ... จนกว่ามันไม่มี something else, something wrong ในขันธ์ในโลก นั่นแหละเขาเรียกว่าหายสงสัยเลยแหละ มันไม่มีอะไรจริงๆ ...นั่นน่ะคือความจริงสูงสุด คืออนัตตา

แต่เพราะว่ามันยัง... “เอ๊ มันยังมีอะไรอยู่รึเปล่า มันยังมีเราอยู่รึเปล่าในแขน มันน่าจะมีแขนอยู่ในเรา มันน่าจะมีเราอยู่ในความคิด เออ มันยังเป็นของเรา” เห็นมั้ย ยังมีอะไรแฝงอยู่ใช่มั้ย 

กิเลสแอบแฝง ในโลกในขันธ์ ...แล้วปัญญา ภูมิปัญญายังแยกไม่ออก ...แล้วไม่คิดจะแยก นี่ โคตรแย่เลย นี่ โง่แบบเกิดมาโง่ แล้วตายแบบโง่ เกิดมามืดแล้วก็ตายไปมืด

แต่ได้ฟังแล้วคิดจะแยกอยู่ เริ่มที่จะจุดเทียนขึ้นมา ...ไม่ต้องว่าเทียนน่ะ ไม้ขีดดีกว่าพวกเราน่ะ (หัวเราะกัน) เดี๋ยวก็ลมพัดหายอีกแล้ว ...คือยังหาเทียนไม่เจอไง 

ถ้าเจอเทียนแล้วมันก็ยังพอประคับประคองเพราะมีไส้เทียนอยู่ ใช่มั้ย มันก็เห็นพอส่องทางได้ ...แต่นี่จุดไม้ขีด มาทีละฟู่ ฟู่ เดี๋ยวดับ เดี๋ยวลมพัดหาย

ก็จุดไม้ขีด...หมดกลักแล้ว พอแล้ว พักก่อน (หัวเราะกัน)  พักเพราะอะไร หาเงินซื้อกลักไม้ขีดไม่ได้ ... ไม่มีวาสนาแล้วเรา หาเงินหนึ่งบาทมาซื้อไม้ขีดจุดไม่พอแล้ว มันหมดแล้วแหละวาสนา 

แน่ะ มาขอไม้ขีดจากเรา ...จะขอยังไง ของกู กูไม่ให้ ...ของใครของมัน กายใครกายมัน มรรคใครมรรคมัน ศีลใครสมาธิมัน มันเป็นของส่วนตัวนะ จำเพาะกายจำเพาะตนนะ

นี่ ต้องเข้าใจนะ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสาธารณะ ใครมีปัญญาก็หาได้ ใครไม่มีปัญญาก็หาไม่เจอ ...มัวแต่รอ มัวแต่หา มัวแต่ขอ...ไม่ได้

กายใจมีอยู่ทุกปัจจุบัน เพราะนั้นก็จุดบ่อยๆ จุดบ่อยๆ หนึ่งขณะๆ...หนึ่งขณะรู้หนึ่งขณะเห็น  เมื่อกี้เราพูดแล้ว หนึ่งขณะรู้หนึ่งขณะเห็นนี่ เหมือนกับจุดประกาย จุดไม้ขีดหนึ่งก้าน

ถ้าเทียบเหมือนกับหลอดไฟหนึ่งวัตต์ หนึ่งแรงเทียน มันเกิดความสว่างขึ้น...ตั้งหนึ่งแรงเทียน  แต่ถ้าที่ว่าหนึ่งแรงเทียนนี่ เทียบกับมืดตึ้บนะ แค่หนึ่งแรงเทียนนี่ก็เรียกว่าสว่างในระดับนึงแล้ว ขณะนึงนี่

แต่ในขณะหนึ่งแรงเทียนนี่ ถามว่า มันจะรู้แจ้งแทงตลอดมั้ยเนี่ยในความมืดตึ้บ ...แค่นี้กูก็ชนตอแล้ว ก้าวลงจากเก้าอี้กูก็ปึ้ง นี่หนึ่งแรงเทียน ชน ล้ม เจ็บ ปวด

เอ้า ลุกบ่อยๆ เป็นมั้ยๆ ...ศีล สติ เออ ก็รู้อีกๆ กายก็มีให้รู้อยู่ตลอด ไม่ต้องไปสร้างรูปสร้างตัวขึ้นมาใหม่ หรือไปทำตัวขึ้นมาใหม่ มันก็มีตัวของมันอยู่แล้ว ก็รู้ลงไป 

ก็หลายๆ รู้ หลายๆ ขณะ ...หนึ่งแรงเทียนก็เป็นสองแรงเทียน  สามแรงเทียน ขึ้นไป แล้วก็...อ้าว หลอดขาดอีกแล้ว เอ้า ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปหาซื้อตลาด นี่ มันสร้างขึ้นทำขึ้นได้

ธรรมเป็นสาธารณะ ศีลเป็นสาธารณะ สมาธิเป็นสาธารณะ ปัญญาเป็นสาธารณธรรม ...มันไม่ต้องไปหาไปซื้อ ไปแบ่งปันสรรส่วนกับใคร 

หยิบจับ ตรงไหน ก็ขึ้นมาเป็นธรรมได้ เป็นสาธารณะ ...ก็สร้างความสว่าง รู้ขึ้น เห็นขึ้นมาทุกปัจจุบันขณะ


โยม –  มันจะรู้แบบออโต้เลยใช่มั้ยคะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  เออ ถ้ามันรู้ด้วยความขยันน่ะ มันก็จะรักษาความเป็นออโต้ของมันเอง ...มันก็จะรู้ว่าทำอย่างไรเทียนไม่ดับ อย่างไรไฟไม่ขาด


โยม –  ถึงแม้ว่ามันจะมีพากย์อยู่ ถูกมั้ยพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  จะมีอะไรก็ตาม มันไม่สนใจหรอก 

เพราะนั้นเมื่อสะสมแรงเทียน ความสว่างขึ้นภายในใจดวงนี้แล้วนี่ สว่างด้วยศีล สว่างด้วยสติ สว่างด้วยสมาธิแล้วนี่ ทัศนะวิสัย มุมมอง มันต่างกันนะ กับความมืด ในทัศนะวิสัยที่มันมืด 

ในทัศนะวิสัยที่มันเห็นด้วยความสว่าง มีความสว่างอยู่ มันจะเห็นเลยว่าคนละเรื่อง คนละเรื่องเลยกับความที่มันเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้ในความมืด เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้นในความมืด ...มันคนละเรื่องเลย

เพราะความสว่างที่เกิดขึ้นจากมรรค เกิดจากการเจริญสติ รักษาศีล เจริญสมาธิ รักษาสมาธิ เจริญปัญญาการรู้การเห็นอยู่ภายในนี่ ...มันคนละเรื่องกับที่มันเคยเข้าใจในความมืดเลย

และทัศนะวิสัยมันก็กว้างออกไปเรื่อยๆ ...ไอ้นี่เขาเรียกว่าโลกวิทู คำว่ารู้แจ้งแทงตลอดในสามโลกธาตุน่ะ 

ความสว่างนี้ก็กระจายออก นี่เขาเรียกว่า นัตถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ...ไม่มีอะไรมาปิดบังแสงสว่างของปัญญาได้เลย แสงสว่างของใจได้เลย 

สว่างไปถึงไหนมืดหายตรงนั้น ความสว่างไปตรงไหน จะให้มืดมากมืดน้อย มืดนิดเดียว ไม่มีอยู่ได้ ถ้าความสว่างไปถึง ...นี่ ความสว่างของปัญญา ความสว่างของใจ

เพราะนั้นอย่าประมาทแค่รู้เป็นขณะ ...แต่ก็อย่าตายแค่รู้กับขณะเดียว เข้าใจมั้ย มันก็ต้องสะสมพอกพูน ต่อเนื่อง เป็นสัมปชาโน เป็นสัมปชัญญะ เป็นทัสสนะที่มันเห็นอยู่ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว 

ด้วยความเป็นเส้นตรง ไม่ขาดไม่แหว่ง ...รักษา ยังไงก็ต้องเจริญ ต้องรักษาสติ ยังไงก็ต้องเจริญ ต้องรักษาสมาธิ ยังไงก็ต้องเจริญ ต้องรักษาการรู้การเห็นคือปัญญาภายใน

ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะไม่เกิดความเข้มข้น เข้มแข็ง มั่นคง หนักแน่น แนบแน่น หนัก อยู่ภายใน ...เหมือนกับตัวศีลสมาธิปัญญานี่มันเป็นตัวทิ้งถ่วง...ทิ้งถ่วงในขันธ์น่ะ 

ถ้ามันไม่มีตัวนี้คอยเป็นน้ำหนักที่มันทิ้งรั้งถ่วงไว้ในขันธ์นี่ ...มันจะเบา จิตจะเบา แล้วมันจะลอยไปแบบอากาศธาตุ เหมือนไม่มีน้ำหนัก มันก็จะลอย ...มีอะไรพัดมันก็จะไปกับสิ่งนั้น 

รูปมากระทบก็ไปกับรูป เสียงมากระทบก็ไปกับเสียง ความคิดเกิดขึ้นก็ไปกับความคิด อารมณ์เกิดขึ้นก็ไปกับอารมณ์ ...มันจะไปแบบล่องลอยไปหมด เพราะมันไม่มีน้ำหนัก

แต่ด้วยศีลสมาธิปัญญาที่มันทับ ฝึกไว้ แน่นไว้ มันก็จะเหมือนมีน้ำหนักมั่นคงอยู่ภายใน ...อะไรมาก็ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว ...อาจจะแค่เผยอๆ แค่นั้นเอง

แล้วตรงนี้ ไอ้ตรงที่มันแค่เผยอแล้วไม่ไป ...ตรงนี้ๆ สำคัญ เป็นขั้นที่เขาเรียกว่า...ประหาร เป็นขั้นที่เรียกว่าจะสมุจเฉท

แต่ถ้าไปบังคับแบบ ปิด กดเลย นี่เขาเรียกว่าสมถะ ...รู้จักรึยังว่าสมถะคืออะไร นี่ประเภทว่าไม่ให้มึงโผล่หัวมาเลย นี่ปึ่บเลย เข้าใจมั้ย 

เพราะนั้นระหว่างการที่ไม่ให้มันโผล่เลยนี่ กับการอยู่ในลักษณะที่สงบ สยบ กิเลสมันสยบ ...แต่ว่าไม่ได้ห้ามทีเดียว นี่มันจะอยู่ในลักษณะพอดี

เหมือนฝาปล่องไฟ ที่เขามีฝาปิดกันปล่องไฟน่ะ เออ มันไม่ได้ซีลใช่มั้ย มันไม่ได้ขันน็อตปิด แต่ถ้ามีใครจุดไฟ มันก็ปุ๊บเปิดขึ้น เนี่ย คล้ายๆ อย่างนี้ 

คือความพอดีของมรรคนี่ ของศีลสมาธิปัญญา ...ไม่ใช่ว่าปิดสนิท ซีลเลยๆ อย่างนั้น เคยเห็นปล่องไฟระเบิดมั้ย เคยเห็นโรงงานนิวเคลียร์ระเบิดมั้ย  นั่นแหละเพราะมันปิดอย่างนี้ 

แล้วอยู่ที่ว่าไอ้ตัวโครงสร้างของปล่องไฟ โครงสร้างของอาคารนั้นจะแน่นหนามั้ยล่ะ ถ้ามันแน่นหนา มันไม่ทันระเบิดก่อนตาย ก็ไปเกิดปุ้ง ระเบิดไปอยู่พรหมโลกซะ ...นี่อรูปแล้ว

แต่ถ้าอยู่ในมรรคนี่ มันจะอยู่อย่างนี้ เป็นปล่องที่ไม่ได้ซีล แล้วก็...เออ ขึ้นมากูก็เห็นโว้ย ควันสีเขียว ควันสีแดง ควันสีเหลือง ...มันก็เห็น 

นี่เขาเรียกว่าตรงนี้คือการขัดเกลา ทำความจางคลาย ...มันก็จะเห็นว่าระดับไอน้ำที่มันพ่นออกมานี่ source (ต้นเหตุ ต้นกำเนิด) มันคืออะไร น้ำกับไฟ ใช่มั้ย

แล้วทำไมถึงระเบิด เพราะมันไม่มีทางออก...ก็ระเบิด  เพราะน้ำกับไฟมันก็มีแรงดัน อำนาจแรงดันนั้นคือความทะยานอยาก คือตัณหา

แต่พอมันเปิดๆๆๆ ...เดี๋ยวน้ำก็แห้ง บอกให้เลย  ต่อให้หม้อใหญ่ขนาดไหนก็แห้ง เข้าใจมั้ย ...เพราะตัวมันเอง มันจะต้องสุมตัวของมันเอง 

กิเลสคือความเร่าร้อน กิเลสคือความร้อน มันมีความเผาไหม้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว มันไม่อยู่เฉย มันไม่อยู่นิ่งหรอก มันไม่เที่ยงหรอก ...มันจะแตกตัวของมันเองอยู่ตลอด ต่อให้ไม่มีอะไรมากระทบด้วย เอ้า

ต่อให้มันขาดจากอายตนะภายนอกแล้วนะ หรือว่ามันไม่สนใจในอายตนะภายนอก คือตาหูจมูกลิ้นกาย เหลือแต่จิตของมันเอง มันยังแตกตัวของมันอยู่ตลอดเวลาเลย 

นี่คือธรรมชาติของกิเลสที่มันจะแตกตัวของมันเอง ...แต่ว่ามันไปแล้วไปลับไง มันไม่เก็บมันไม่กักไว้ นี่เขาเรียกว่าในออก นอกเข้าไม่ได้ ...นอกเข้าไม่ได้คือไม่มีใครไปเติมน้ำ

แต่คราวนี้ว่าพวกเรา มือหนึ่งก็เติม มือหนึ่งก็ปิด มือกูจะเติมหรือกูจะปิด แล้วกูจะทำยังไงให้มันระเบิดออกมา แล้วไม่กลับมาเติมมันอีก คือกูจะทำลายหม้อมันทิ้งเลย 

นี่คือพยายามทำลายขันธ์ ทำให้ขันธ์นี่แตกมั่ง อะไรมั่ง ว่ากันไป ...มันก็เลยเกิดอาการนักภาวนาโคตรมั่ว มั่วไปมั่วมา สับสน แล้วก็ถกเถียงกันไปมา เอาถูกเอาผิด เอาดีเอาร้าย เอาคุณเอาโทษ ต่อกัน ต่อธรรม 

ทั้งที่ว่าธรรมคือธรรม เป็นหนึ่งอยู่อันเดียว ...ทำไมต้องไปวิตกวิพากษ์วิจารณ์ธรรมเล่า ไปเอาถูกเอาผิดกับธรรมเล่า

ธรรมไม่มีถูก ธรรมไม่มีผิดนะ ธรรมมีแต่ความจริงนะ  เขาปรากฏอย่างนี้จริง เขาตั้งอยู่อย่างนี้จริง เขาดับไปจริง ...นี่จริงแค่เนี้ย มีความจริงอยู่แค่นี้

เขาไม่ได้ว่าถูก หรือตั้งมาด้วยความว่า “กูถูกนะ อย่ามาเรียกกูผิดนะ” เนี่ย ไม่มี ...มันก็ตั้งขึ้นมาเฉยๆ อย่างเงี้ย ...มึงจะว่าถูกหรือผิด กูก็ตั้งของกูอย่างเงี้ย หมดเวลากูดับ มึงอยากจะให้กูอยู่ กูก็จะดับ มีปัญหามั้ย

เนี่ย นี่คืออิสระธรรม นี่คือธรรมธาตุ นี่คือธรรมชาติ นี่คือธรรมตามจริง นี่คือ เอโก เอกัง เอกจิต เอกธรรม คือธรรมเอก

เพราะนั้นกว่าที่มันจะเข้าไปยอมรับ เข้าไปเห็นธรรมเอก...ต้องเดินอยู่ในมรรคอย่างเข้มข้นจริงๆ ไม่ขาดสาย


(ต่อแทร็ก 12/17)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น