พระอาจารย์
12/14 (560929B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กันยายน 2556
พระอาจารย์ – เพราะนั้นว่า ศีล สมาธิ
นี่เป็นหลัก...กายใจนี่มันเป็นหลัก ...พอมันตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่แบบจำเพาะกายนี่ ไม่ไปเอาที่อื่นเป็นหลัก ...แล้วก็อยู่บนฐานของความปกติพอดี
คือเท่าที่มันปรากฏ เท่าที่มันแสดงอาการ
ไม่ว่าจะเย็น จะร้อน จะแข็ง จะมากจะน้อยขนาดไหน ก็เท่าที่มันปรากฏนั่น ...พยายามตั้งอยู่กับมันไว้
ตั้งรู้ตั้งเห็นกับอาการของกายเท่าที่ปรากฏนั้น
ถ้ายืนหยัดมั่นคงอยู่ในฐานนี่
อย่างนี้ ที่ท่านเรียกว่ากายใจมันเป็นมรรค...กายใจเป็นมรรค แล้วก็อยู่บนมรรค
ก็อยู่บนกายใจนั่นเอง
พอมันจะหาย พอมันจะหลง มันจะลืม ก็เรียกว่ารักษากายใจไว้
ไม่ให้หาย ...เมื่อใดที่มันรักษากายใจไว้ไม่ให้หาย ก็เรียกว่ารักษาองค์มรรคให้อยู่ มรรคมันก็จะมั่นคง กายใจมันจะมั่นคงขึ้น
คือคำว่ามั่นคงคือ ไม่ขาด ไม่หาย
ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่แหว่งๆ เว้าๆ วิ่นๆ กระพร่องกระแพร่ง ...นี่ก็เรียกว่ามรรคชัดเจน
แข็งแรงขึ้น
เพราะนั้นพอมันรักษาความเป็นมรรค
หรือรักษาความเป็นปกติ ซึ่งไม่ใช่รักษาความปกติอย่างที่ไปทำให้มันปกติ แต่รักษาคือไม่ลืมความปกติเท่าที่มันปรากฏของกาย ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง
มันก็เหมือนกับรักษาความเป็นมรรคที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ความเป็นกลางระหว่างของสองสิ่งคือกาย-ใจ ...อยู่บนฐานของความปกติเท่าที่มันปรากฏ
จะดีก็ชั่ง จะร้ายก็ชั่ง ...ก็เรียกว่าเป็นกลาง
เป็นปกติไว้ นั่น มันก็ชัดเจนขึ้น แข็งแรงขึ้น มั่นคงขึ้น ไม่หวั่นไหว ไม่สะเทือน ไม่ลืม
ไม่หลุด ไม่ขาด
คราวนี้มันจะมีตัวที่ทำให้เกิดปัญญาเดินในองค์มรรคก็คือ
ไม่ห้าม...ไม่ห้ามจิต
เพราะอะไร ...บอกแล้วว่าอยู่ในระดับมรรคนี่
ขั้นต้นอยู่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญา...ที่ปัญญายังไม่ถึงที่สุด
สมาธิยังไม่ถึงที่สุด ศีลยังไม่ถึงที่สุดบริบูรณ์
มันเป็นแค่ระงับ ระงับกิเลส
ระงับการผยอง เผยอ ไว้เท่านั้นเอง พอไม่ให้มันพล่านออกไป
แต่ไม่ห้าม ไม่ถึงขั้นห้าม ...มันจะอยู่กับมรรคนี่ ด้วยเจตนารักษาองค์มรรคไว้แบบหลวมๆ ...ไม่กำแน่น
แล้วก็ไม่ปล่อย นี่ มันจะอยู่อย่างนี้ กลางๆ จะเป็นอยู่ลักษณะนี้
พออยู่ในลักษณะนี้ปั๊บนี่
การดำเนินชีวิต การดำรงชีวิต ตามี หูมี จมูกมี ลิ้นมี กายมี จิตมี ...อายตนะมันปล่อย
มันเปิดการรับรู้อยู่ตลอดเวลา
เมื่อมันกระทบอะไรผ่านอายตนะ
คือผัสสะ รูปเสียงกลิ่นรสนี่ อาการที่มันถือมรรค รักษามรรคไว้ในลักษณะกลางๆ
ไม่ได้กำแน่น หรือไม่ได้ปล่อยปละละเลยทีเดียว
มันจะเกิดอาการเผยอของกิเลส
มันจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อผัสสะ...โดยสันดานของกิเลสภายใน
โดยธรรมชาติของกิเลสภายใน มันก็จะเกิด reaction กับผัสสะ
เพราะนั้นในอาการที่มันเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ต่อผัสสะนี่ มันจะตอบโต้อยู่ในสองลักษณะอาการ ยินดี-ยินร้าย มีอยู่สองอย่าง มีอยู่สองมุม
สองมุมมองของมัน ไม่ยินดีก็ยินร้าย มันจะมีสองอาการลักษณะที่ชัด ... ไอ้ที่เฉยๆ นั่นคือหลง
แต่ด้วยความที่รักษาองค์มรรคอยู่
ชัดเจนอยู่ในองค์มรรค ชัดเจนอยู่กับความเป็นปกติ
ชัดเจนอยู่กับความเป็นปัจจุบันกายใจอยู่ ...มันจะเห็นความผิดปกติของจิต
ที่เมื่อถูกกระทบ
ผ่านตา ผ่านหู ผ่านจมูก ผ่านลิ้น ผ่านกาย ผ่านความคิดของตัวเจ้าของ ...มันมีความเข้าไปยินดี-ยินร้ายกับสิ่งนั้น เข้าไปหมายมั่น เข้าไปต่อเนื่อง
เข้าไปผูกเป็นเรื่อง เข้าไปต่อเรื่อง
นี่ มันจะเห็น มันจะเห็นทัน มันจะเกิดภาวะที่เห็นทัน
ความยินดี-ความยินร้าย ความที่จะเข้าไปเนื่องด้วยรูปต่อกับรูป
เนื่องด้วยเสียงต่อกับเสียง เนื่องด้วยกาย เนื่องด้วยกลิ่น ...มันจะเห็น
พอมันเห็นทันตรงนั้นน่ะ ...ด้วยอำนาจปัญญาในระดับรักษาองค์มรรคไว้นี่ มันก็จะวาง มันก็จะละ มันก็จะตัด...ไม่เอา
เพราะในระดับที่มันรักษามรรคไว้ มันจะรู้ว่า...อยู่อย่างนี้ทุกข์น้อยที่สุด
ถึงมีทุกข์ก็ทุกข์น้อยที่สุด ถึงมีทุกข์ในเราอยู่ตรงนี้
ก็เป็นทุกข์ของเราน้อยที่สุดแล้ว
ถ้ามันออกจากนี้ เกินจากนี้ไปนี่ มันรู้สึกว่ามากขึ้น หนักขึ้น เป็นภาระขึ้น ...นี่ มันไม่เอาแล้ว ปัญญาในระดับรักษาองค์มรรค
มันจะเห็นอย่างนั้น แล้วมันจะละ
เพราะนั้นไอ้อาการที่จิตมันกระโดดไปให้ค่ายินดี-ยินร้าย ตามอายตนะ
ผัสสะ ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค
ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค
คำว่ากามสุขัลลิกานุโยคนั่นก็คือ ไพล่ไปทางความยินดี...เมื่อกระทบรูป กระทบเสียง
กระทบกลิ่น กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง กระทบใจคือความคิดความเห็นของตัวเองเป็นธัมมารมณ์ มันก็ยินดีบ้างยินร้ายบ้างอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้ามันไม่เห็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อน
หรือการออกนอกมรรคมันอยู่ตรงไหน ...มันจะละไม่ได้ มันจะละที่ต้นเหตุไม่ได้
มันจะละที่สมุทัยไม่ได้ มันจะไม่รู้จักสมุทัยอยู่ไหน เพราะมันไม่รู้จักว่ามรรคอยู่ไหน
ถ้ามันรู้จักมรรคแล้ว มันจะรู้เลยว่าสมุทัยอยู่ไหน เพราะมันจะเคลื่อนออกจากมรรค
เข้าใจรึเปล่า มันจะเคลื่อนออกจากกายใจปัจจุบันนั่นแหละ ...ไอ้ตัวที่มันพาให้เคลื่อนออกนอกกายใจปัจจุบันนั่นแหละคือตัวสมุทัย
เพราะนั้นการที่รักษากายใจไว้นั่นคือมรรค การเจริญมรรค ... เพราะนั้นเมื่อยิ่งเจริญมรรคเท่าไหร่
มันก็จะยิ่งเห็นสมุทัยมากขึ้นเท่านั้น เป็นเงาตามตัวเลย ...นี่พูดแบบภาษาละเอียดนะเนี่ย
เพราะนั้น
มรรคนี่ก็จะรักษาความเป็นกลางระหว่างกายใจ...เป็นประธาน มรรคเป็นประธาน
ศีลสมาธิปัญญาเป็นประธานในขันธ์แล้ว
ไม่ให้มันนอกคอก แตกคอก หลุดกรอบ หลุดถนน
ตกขอบ ตกเส้นทาง ตกเหว คือ ยินดี - ยินร้าย...อัตตกิลมถานุโยค - กามสุขัลลิกานุโยค
เพราะนั้นคำว่า
อัตตกิลมถานุโยค-กามสุขัลลิกานุโยคนี่ ไม่ใช่ว่าไปอดข้าวอดน้ำ หรือไปนั่งดูโทรทัศน์
เล่นเกม เป็นกามสุขัลลิกานุโยค โดยเข้าใจกัน ...ไม่ใช่อย่างนั้น
ไอ้นั่นมันรูปแบบ
ที่เขาพูดกันลอยๆ แบบง่ายๆ ว่าพระพุทธเจ้าท่านอดข้าวอดน้ำ ๔๙ วัน บำเพ็ญเพียร
นั่นเป็นการบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค ตึงไป เคร่งไป หรือว่าหย่อนไป เนี่ย
มันไม่ใช่ลักษณะนั้น
แต่ที่พูดนี่ อัตตกิลมถานุโยคกับกามสุขัลลิกานุโยค
คือพูดในแง่ของจิตในมรรค ที่มันกำลังดำเนินอยู่ในองค์มรรค
เพราะนั้น พอมันเข้าใจ
พอมันเห็นชัดเจนในความเป็นมรรค ความเป็นสมุทัยอย่างนี้ ...การเจริญอยู่ในองค์มรรค
มันก็แข็งแกร่งขึ้น มันก็รักษามรรคมากขึ้น
ทำให้สะสมมีพลังในองค์มรรค...ในมรรค
อย่างไม่ทอดธุระ ไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ปล่อยปละละเลย ...อาการกระโดดไปกระโดดมาทางฝั่งยินดี-ยินร้าย
ผ่านอายตนะ ผัสสะ ทั้งในและนอกก็น้อยลง
นอกคือโลก ในคือกิเลสของตัวเจ้าของ ซึ่งมันก็พร้อมที่จะกระโดดออกตลอดเวลาเหมือนกัน ...แต่นี่มันก็ทันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน เพราะมรรคมันแข็งแรงน่ะ
เพราะนั้นไอ้การที่มันกระโดดออกตลอดเวลานี่ คือเหมือนหมาหิวหรือเสือหิวน่ะ ถ้ามันกระโดดออกไปแล้วมันได้ไปกินอารมณ์ มันได้ไปกินผัสสะ
มันได้ไปกินรูปเสียงกลิ่นรส...เป็นเรา ออกไปเป็นเรา
มันก็จะไปเสวย ...เรานี่ก็จะไปเสวยผ่านกิเลสนี่แหละ
อาศัยเรานี่เป็นตัวไปกลืนกินอารมณ์ คือเวทนาในตา ในรูป ในเสียง ...มันไปกลืนกินอารมณ์นี่ ทั้งยินดีก็ตาม
ทั้งยินร้ายก็ตาม คือเป็นอาหารของกูหมดน่ะ
เมื่อมันไปกลืนกินอารมณ์ คือมันก็กินอาหาร
ได้อาหาร ...เสือที่มันหิวโหยน่ะ มันได้กินอาหาร มันก็แข็งแรงสิ ใช่มั้ย
มันก็เกิดความแข็งแรงในตัวของมันขึ้น...อวิชชานี่
แต่คราวนี้ว่าถ้าอยู่ในมรรค
รักษามรรคไว้ แล้วพอมันกระโดดจะไปกิน ... แต่สติ ศีลสมาธิปัญญามันอยู่ ตั้งป้อมระวังอยู่
เท่าทันอยู่ ...มันก็ไม่ได้กิน มันก็ไม่ตามออกไปกิน
นี่ มันก็ตายอยู่ข้างทางมรรคน่ะ
ตายอยู่บนมรรคนั่นแหละ พูดง่ายๆ ตายอยู่ที่กายใจ จบอยู่ที่กายใจ จบอยู่กับกายใจ ...มันก็ตาย จิตตรงนั้นก็ตาย ก็ดับ
มันก็พาเราออกไปหากินอารมณ์ไม่ได้ ...อาหารก็ไม่มี
พอไม่มีอาหารการกินให้มันนี่
กิเลสอวิชชาตัณหานี่ มันก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไป อ่อนล้าไป เจือจางไป ...นี่
ภาษาก็เรียกว่าเจือจาง เบาบางจางคลายไป
ความเข้มข้นของกิเลส
ความหมักหมมของกิเลส ความหนาแน่นของกิเลส ของเรา ของความไม่รู้นี่ มันก็ค่อยๆ
เจือจางเบาบาง จางคลายออกจากใจ...ซึ่งที่จริงมันไม่ได้อยู่ในใจนะ
มันอยู่หน้าใจนะ มันเป็นตัวที่ครอบงำใจ
ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าเกิดการขัดเกลากิเลส
ให้มันเบาบาง น้อยลง ถอยลง เพราะมรรค เพราะอยู่ในมรรค เพราะเจริญในมรรค ...ถึงบอกว่ามรรคนี่เป็นทาง มรรคนี่เป็นเส้นทาง มรรคนี่เป็นแนวทาง มรรคนี่เป็นหลัก
เพราะนั้นตอนต้นนี่
กว่าที่มันจะเข้าหลักมรรคได้นี่ หรือว่าเชื่อว่านี่คือมรรค...มรรคจริงๆ
กายใจเป็นมรรคจริงๆ นี่...ยาก ...มันยากตรงต้นนี่แหละ
มันไม่มีความเชื่อมั่น ถือมั่น หรือว่าศรัทธา หรือว่าสัมมาทิฏฐิ...ที่ตรงที่ชอบต่อองค์มรรค
ว่ากายใจนี่เป็นมรรค ...เนี่ย มันยาก
แล้วก็ถึงจะเชื่อ ก็แบบ...อ่ะ ก็คือมาฟังเราหลายๆ
ปีมันก็ค่อยเริ่มเชื่อเองน่ะ เริ่มเชื่อเพราะฟัง แล้วเอาไปลองทำ ...แต่มันก็เชื่อแบบ
อื๊อ ยังยังไงๆ อยู่
คือพอไปทำแล้วนี่ อย่างที่เราบอกว่า อัตตกิลมถานุโยค กับกามสุขัลลิกานุโยค ...มันเป็นสองฟากสองฝั่งที่มันไปตกนี่
คือไอ้ตอนแรกที่ไปทำ...ลักษณะที่รู้เป็นขณะๆ ไป
แล้วก็รู้บ้างไม่รู้บ้างนี่ ...มันเหมือนกับเส้นทางนี้มันเป็นสันมีด
เคยเห็นสันมีดมั้ย หรือสันขวาน แต่มันเป็นสันด้านคมไง
พอมันเดินบนสันด้านคมนี่ ...ไอ้ตอนเดินมันก็โดนบาด บาดตีนด้วย แล้วมันยังเรียวบางนิดเดียว ...เดี๋ยวก็หลุด
เดี๋ยวก็ตกคมมีดไปแล้ว เอ้า พอมายืนอยู่บนคมมีด กูก็โดนบาดอีกแล้ว
นี่ เบื้องต้นของมรรคจะเป็นอย่างนี้
ปากทางมรรคจะเป็นตรงนี้นะ ...มันทรมาน มาอยู่ก็ทรมาน อยู่ไปเดินไปก็ตก
แล้วเวลามันตกองค์มรรคไปนี่ คือตกไปอยู่ท่ามกลางความสุข ท่ามกลางความทุกข์นี่ ...มันกลับรู้สึกว่าได้พัก ...เออ ได้พักหน่อย ได้พักผ่อน ได้ผ่อนกายา ได้ผ่อนจิตหน่อย
รู้สึกว่าสบายหน่อย
แต่ไอ้ตอนเดินบนคมมีดนี่ เดินบนมรรคนี่
มันจะโดนบาดตีนอยู่ตลอด ...มันจะรู้สึกอย่างนี้ก่อน ลำบาก แล้วมันไม่ได้น่าเดิน ...แล้วไม่รู้จะเดินไปทำไม
อันนี้เลย...คือไม่รู้จะเดินไปทำไม รู้ไปทำไมวะกายใจแค่เนี้ย
อันอื่นน่ารู้กว่า ...ไปรู้เรื่องคนนั้น ไปรู้เรื่องคนนี้
ไปรู้ถึงอดีตอนาคตของเราที่กินอิ่มนอนหลับมีเงินร้อยล้าน มีสุขดี สบายดี ...มันชอบตรงนี้ๆ
หรือไปรู้เหตุการณ์ต่างๆ ความเป็นไปในโลก
วิทยาการล้ำหน้าก้าวหน้า มันเพลิดเพลินดี...มันชอบๆ
แต่พอเริ่มกลับมารู้ตัว
กลับมารู้อยู่แค่กาย อิริยาบถนั่งนอนยืนเดิน มันเหมือนเดินบนคมมีด
แล้วเดินได้ยากด้วยเพราะมันบาง เพราะมันแคบ เดี๋ยวก็ตกอีกแล้วๆ ...มันก็เลยบอกว่าไม่รู้จะมาดันทุรังเดินทำไม
เพราะเดินไปก็เหมือนกับคนหูหนวกตาบอด
ไม่รู้อะไรเลย ไม่เกิดความเข้าใจอะไรเลย ละวางอะไรก็ไม่ได้
มรรคอยู่ไหนกูยังไม่รู้เลย
แต่กูทำเพราะว่ากูฟังอาจารย์มาเยอะ
แล้วอาจารย์ก็พูดซ้ำอยู่ตรงเนี้ย ...กูก็เออ มันก็ต้องทำดูหน่อยอ่ะ ...ก็เลยต้องทำแบบตกกระไดพลอยโจน
แล้วก็มีวาสนาหนุนแต่เก่าก่อนบ้าง พอให้มันไม่หนีจากการฟังครูอาจารย์เท่านั้นเอง มันก็เลยมาซ้ำซากๆ
กันอยู่อย่างนี้ ...มันก็เลย “เออ ทำซะหน่อยเถอะวะ” แต่มันทำแบบดันทุรังน่ะ
แรกๆ มันต้องดันทุรัง
หรือว่าฝืน หรือว่าทวนอยู่แล้ว...แต่คราวนี้ว่า ถ้าพากเพียร ทนเอาหน่อย
บากบั่น อย่างภาษาหลวงปู่ว่า “ทุกข์ไม่ต้องบ่น ทนเอา” ...เพราะนั้นเวลาเดินบนคมมีดนี่
ทนนะ
ถูกด่า ถูกติ ถูกเตือน แต่ไม่ตอบโต้ รู้ตัวอยู่เฉยๆ ...นี่ ทนมั้ยเล่า
ต้องทนไหมเล่า กลับมารู้ตัวเฉยๆ โดยที่ไม่ตอบโต้นี่ ทนมั้ยเล่า ...เหมือนเดินบนสันมีด ปลายหอกมั้ย เหมือนเดินอยู่บนทางที่มันบาด นี่ อดทน
แต่ว่าด้วยความพากเพียรอดทนไปเรื่อยๆ ทนเอาหน่อย นี่...มีดมันก็ทู่เองแหละ ตีนก็ด้านเองแหละ เออ ตีนด้าน มีดทู่
นี่ด้วยความพากเพียร พอมันตีนด้าน
มีดมันทู่...มันก็แบ แปๆ แบนออก
มันก็ถ่างออก เออ
ตอนแรกเดินก็ฝ่าตีนกับปลายมีดบางนี่
ตกง่ายจะตายชัก เข้าใจรึเปล่า ...แต่พอมันแบแล้วนี่ พอดีกับฝ่าตีนแล้ว ไม่ค่อยหลุดแล้ว
แล้วก็ไม่ค่อยบาดตีนแล้ว ก็รู้สึกว่าเดินง่ายขึ้น เดินได้ง่ายขึ้น
นี่เขาเรียกว่าหน้าด้านนะนี่
หน้าด้านเดินในมรรคก่อน พอเดินไปเดินมาทางมันก็แบออกๆ แบขนาดไหน...เท่าแผ่นดินน่ะ
ศีลน่ะ ...ท่านบอกว่าศีลเหมือนแผ่นดิน เท่ากับผืนดินเลย
คือทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดทั้งโลก
ทั้งสามโลกธาตุนี่ คือหนึ่งเดียวกันหมดน่ะ ไม่มีที่ไหนไม่เป็นมรรคเลย
นั่นแหละมหาศีล ...ทีนี้ต่อให้นั่ง ต่อให้ลุก ต่อให้เดิน
มันก็อยู่บนดินหมด เป็นมรรคตลอดเลย ตลอดเวลาเลย
แต่มันไม่สามารถทำได้ถึงจุดนั้น
เพราะมันท้อถอย ความเพียรน้อย ความคิดเยอะ เปรียบเทียบมาก ตำรามาก ความอยากสูง
ละโมบในธรรมมาก อะไรเหล่านี้
มันทำให้การเดินอยู่บนมรรคนี่มันน้อย ความรู้ตัวน้อย
ความรู้กับปัจจุบันน้อย การแยกกายแยกรู้ออกจากกันในปัจจุบันน้อย ...ทั้งหมดนี่ไม่ได้เป็นตัวที่สนับสนุนในองค์มรรคเลย
เพราะนั้นเราถึงบอกว่าเริ่มต้นนี่...แค่รู้ตัวก็ยากแล้ว เพราะมันรู้สึกเอาเองน่ะว่ายาก แค่รู้ว่านั่ง
แล้วให้รู้ว่านั่งตลอดอาการนั่งนี่...ก็จะตายแล้ว
มันไม่สามารถที่จะรักษาความรู้รักษากายให้อยู่คู่กันได้โดยตลอดอากัปกริยาอาการนั้น ...เห็นมั้ยว่ามันเหมือนอยู่บนปลายมีดมั้ย มันเหมือนอยู่บนคมหอกมั้ย ...มันก็ไพล่
ไถลลื่น ลื่นตกอยู่ตลอดเวลา
ตกร่องหาย ตกร่องเพลิน
ตกไปในร่องของความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องดีเรื่องร้าย เรื่องถูกเรื่องผิด
เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ เรื่องความควรความไม่ควร เรื่องของตัวเองข้างหน้า
ข้างหลัง
เห็นมั้ย มันจะมากินพื้นที่ ดึงออกไปตลอดเวลา ...แล้วพอกลับมาได้ก็สักแป๊บ ก็เป็นแป๊บเอสลอน (ท่อ
pvc ) อีกต่างหากไม่ใช่แป๊บเหล็ก ก็ยังเป็นแป๊บเอสลอน
เหยียบไปเหยียบมาแตกอีก เอ้า น้ำรั่วแล้ว
รั่วยังไง ...คือ “เอ วิธีนั้นดีกว่ามั้ย หรือไปกำหนดพุทโธ สร้างรากฐานให้มันมั่นคงกว่านี้ หรือไปหยิบเอาซากศพมาพิจารณาดี หรือไปเข้าสมาบัติซะก่อนดี หรือจะเอาดวงแก้ว หรือต้องหนอต้องหนาดี เอ งง”
นี่ เหยียบบนแป๊บ ... แป๊บก็แตก
น้ำก็รั่ว ตัวก็เลอะ แล้วสุดท้ายก็เหนื่อย...เฮ้อ ยิ่งภาวนา...ยิ่งเหนื่อย ยิ่งท้อ วน
แล้วก็ไปจมขี้จมเยี่ยว คือสุข-ทุกข์ ขี้เยี่ยวทั้งนั้น
อัตตกิลมถานุโยม-กามสุขัลลิกานุโยค นี่ อาจม เกลือกกลั้วอยู่กับอาจม ...ของโปรดของกูเลย เพราะกูเป็นหนอน กินขี้ อาจม เป็นภักษาหาร กิเลสเป็นภักษาหาร
อารมณ์เป็นภักษาหาร
ชอบจริงๆ ชอบอยู่กับอารมณ์ ชอบกินอารมณ์
ชอบหาอารมณ์ ชอบสร้างอารมณ์ ...มันเป็นความคุ้นเคยอย่างยิ่ง เป็นกิจวัตรอย่างยิ่ง
เป็นอาจิณ
แต่ให้มารู้ ให้มาดู ให้มาเห็น
อากัปกริยาของกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ... นี่ กลายเป็นของแสลง เหมือนกินของแสลงน่ะ
มันผิดสำแดงอยู่ตลอดน่ะ
เดี๋ยวจะโง่บ้าง เดี๋ยวจะติดบ้าง
เดี๋ยวจะเป็นสมถะบ้าง ...มันยังไม่รู้เลยว่าสมถะคืออะไร ถามว่ารู้จักสมถะรึยัง...ไม่รู้อ่ะ ได้ยินเขาบอกมา คือได้ยินเขาบอกว่าดูกายเพ่งกายเยอะๆ เดี๋ยวจะเป็นสมถะ
ถามมันว่าสมถะคือะไร...ไม่รู้ แต่กลัวแล้ว ...เขาเรียกพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
คือยังไม่ทันเหยียบเลยก็ร้อง...แอ๊ ไม่เอา ...ก็มึงลองเหยียบดูก่อนสิ แล้วมันจะรู้ว่า เออ อะไรเป็นสมถะ อะไรไม่เป็นสมถะ
มันติดตรงไหน มันน่าติดตรงไหน
อะไรมันติด แล้วทำยังไงถึงติด ทำยังไงถึงไม่ติด มันก็จะรู้ ...แต่นี่ แอ๊ ไม่เอาแล้วๆ ...ไม่เอาแล้วมันไปอยู่ไหน ...จมขี้เลย
ไม่เหยียบขี้นะ แต่จมขี้อยู่นั่นน่ะ
จมอยู่ในอารมณ์ จมอยู่ในความคิด จมอยู่ในอดีต
จมอยู่ในอนาคต จมอยู่กับเรื่องราว จมอยู่กับสังขารธรรม จมกับจินตนาการของธรรม
ในธรรม
ตายมันตรงนั้นแหละ
ตายอยู่ในสังขารธรรม ตำรา แค่นั้น เป็นหนอนกินตำรา หนอนกินพระไตรปิฎก
หรือว่าหนอนที่แฝงอยู่ในตู้พระธรรม ไม่ได้ลิ้มรสชาติของพระธรรม เนื้อแท้ของธรรมเลย
เนี่ย
สัมมาทิฏฐิเบื้องต้นไม่มีในศีลสมาธิปัญญาแล้วนี่ ไม่เข้าใจศีลสมาธิปัญญา
ไม่เข้าใจหลักของมรรคแล้วนี่ ยิ่งทำยิ่งติด ยิ่งภาวนายิ่งหลง ...ได้ไง หือ ยิ่งภาวนายิ่งหลง รู้จักมั้ย
เดี๋ยวก็จะเอาอันนั้น เดี๋ยวก็จะให้เห็นอันนี้
เมื่อไหร่จะได้เห็น เมื่อไหร่จะได้รู้อย่างนั้น ... มันกินอิ่มรึไงฮึ
ไอ้ที่ได้เห็นได้รู้อะไรนั่นน่ะ ที่คนเขาไม่รู้ ไอ้ที่คนอื่นไม่เห็น
ไอ้นั่นมันกินอิ่มรึไง
มันกินไม่อิ่มหรอก แต่ “เรา” ชอบ ...ไอ้
“เรา” น่ะจะกิน เรามันจะกินความรู้ความเห็น อยากรู้อยากเห็นนั้น เป็นอารมณ์
เป็นภักษาหาร เป็นเครื่องยังชีพของอาสวะนะ มันเป็นอาหาร
ปฏิกูลทั้งหลายนี่คืออาหารของกิเลส ... ศีลสมาธิปัญญาคืออาหารของมรรคผลและนิพพาน
เพราะนั้นเวลาเราเปลี่ยนอาหารการกินน่ะ
เคยกินข้าวแล้วมากินขนมปังหรือกินน้ำเป็นอาหารหลักน่ะเป็นยังไง ... เนี่ย
มันต้องเปลี่ยนกันอย่างนี้
เพราะนั้นความรู้สึกที่มันเปลี่ยนการกินน่ะ
มันก็แสลง ดูเหมือนแสลงก่อน ...เพราะแต่ก่อนมันคุ้นเคย มันเป็นทางเดินที่คุ้นเคย
มันเป็นทางไปมาที่คุ้นเคย มันเป็นทางอยู่ทางกินที่มันคุ้นเคยเป็นกิจวัตร
เพราะนั้นเวลาเปลี่ยนน่ะมันก็ลำบาก
มันก็รู้สึกว่าไม่ใช่บ้าง ไม่ใช่จริตบ้าง ก็อ้างจริต... จริตบ้าบอคอแตก จนเป็นวิกลจริตก็ได้ ...เพราะหาจนไม่รู้ว่าจะลงมือตรงไหนน่ะ
กลายเป็นสันสนวิกลจริตไป
แต่ถ้ามันเข้าใจชัดเจนในเบื้องต้นโดยจินตา
โดยสุตตะ ที่อธิบายว่าความมานี่ ...เราคือผู้สาธยายธรรม คือผู้ชี้แนะ ว่าศีลคืออะไร
สมาธิคืออะไร นี่เรียกว่าเหมือนเอาโบรชัวร์มากางให้
เหมือนโบรชัวร์เสนอขายคอนโด ว่าคอนโดนี้ดีอยู่แล้วสบาย เพราะมันติดทางด่วน ทางรถไฟฟ้า
เอาโบรชัวร์แจกแล้วก็อ่าน เขียนไว้หมดเลยรายละเอียด กี่ห้องนอนกี่ห้องน้ำ
อยู่ยังไงสบายยังไง
ก็ได้แค่เนี้ย สาธยายธรรม อธิบายธรรม แถลงธรรม ...แต่มันจะเอาตามรึเปล่า
มันจะซื้อรึเปล่า มันจะลงทุนมั้ยล่ะ ...ก็อยู่ที่มัน ช่วยไม่ได้แล้ว
เราก็ได้แต่ตามกำลังเสียงมันจะมี
เดี๋ยวเสียงก็ค่อยๆ หมดไป แก่ มันก็หมด การประกาศธรรม การสาธยายธรรม มันก็น้อยลง
เบาลง ค่อยลง หมดไป
แต่สาธยาย แล้วก็ฟัง
แล้วก็แค่คิดตามนี่ มันก็เหมือนกับ...รอไว้ก่อน ...เพราะอะไร ทุกคนน่ะจะว่าไม่พร้อม วาสนาไม่มี บุญเก่าไม่เคยทำ เพศไม่ให้ วรรณะไม่ให้ สถานะอาชีพไม่ให้
ครอบครัวไม่สนับสนุน
เนี่ย รอไว้ก่อน รอให้รวยก่อนค่อยซื้อ
รอให้พร้อมก่อนค่อยปฏิบัติ รอให้เข้าใจก่อนค่อยลงมือทำ ...ไอ้เสียงที่ป่าวประกาศ
ไอ้โบรชัวร์ที่ขายก็เริ่มน้อยลง มีแต่คนรอ แล้วก็คนมาถาม
มาซักถาม ...ถามว่าถามทำไม
อยากรู้ อยากฟังว่า มึงน่ะมีแนวคิดในธรรมยังไง อยากรู้ นี่ถาม ...นักภาวนา เยอะนะ มาถาม ว่าท่านทำยังไง
แล้วอะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผล
แค่อยากรู้น่ะ แค่อยากรู้ ...เหนื่อยโว้ย
ไม่รู้จะพูดไปทำไม แค่ถามนี่ จะพูดทำไม มันไม่มีประโยชน์นี่
มันไม่เหมือนกับการซักถามเพราะเอาไปทำแล้วเกิดปัญหา
นี่มันคนละเรื่อง ...ถ้าอย่างนี้อยากตอบ เพราะมันจะได้เกิดความเข้าใจแล้วก็ชัดเจน
แต่ถามเพราะอยากรู้ว่า ...คือไปถามมาหลายสำนักแล้ว ดูซิว่าสำนักนี้เป็นยังไง ความเห็นต่อธรรม
ว่ามรรคผลนิพพานคืออะไร ศีลสมาธิในแง่มุมของท่านคืออะไร ...นี่อย่างที่มันมาถามนะ
มันไม่ได้บอกหรอกว่ามันถามเพื่ออันนี้ แต่กูรู้น่ะ รู้เองน่ะ สันดานมันมี
รู้เองน่ะ ก็เลยไม่อยากตอบ ขี้เกียจตอบ
เพราะว่าตอบไปก็ไลฟ์บอย เข้าใจป่าว
มันเอาไป
ความฟังได้ไปแค่ประดับความรู้หนึ่งของมันในเซฟ...คือสัญญา แล้วก็เอาสัญญาน่ะไปปาฐกถาธรรม
ไปถกเถียงกันในธรรม เห็นมั้ย เยอะแยะไปหมด
โลกนี้เป็นโลกของนักปฏิบัติที่พูดมาก
อธิบายกันมากความมาก ตีความมาก เยิ่นเย้อในธรรมมาก
แตกแขนงในธรรมจนท่วมโลกท่วมแผ่นดินมาก ...ไปดูในห้องสมุดที่บอกแผนกธรรมะนี่
เลือกไม่ถูกเลย
มันมาก มันแตกเกิน มันไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งได้ ...แล้วเรายิ่งไปวิตกวิจารณ์ หรือไปใคร่ครวญตามธรรมนั้นๆ
ออกไป มันเป็นความรู้ที่ออกนอก ไม่มีประมาณ ไม่มีคำว่าจบได้
มันก็เป็นเครื่องชักจูงให้ออกนอกอยู่ตลอด
ให้มันแตกธรรมออกไป ให้ธรรมนี้มันแตกแขนงออกไป ...ไม่สามารถรวมธรรมเป็นหนึ่ง
ไม่สามารถรวมจิตเป็นหนึ่ง
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มันตรงข้ามกับมรรคเลย
มันเป็นสิ่งตรงข้ามกับรวมจิตรวมใจให้เป็นหนึ่ง ...มันเป็นทางที่ตรงข้ามกับการเจริญในองค์มรรค...เพื่อละสมุทัย
แล้วพอเริ่มหักอกหักใจ...เอาสักตั้งนึง
รู้ตัว ได้สักตั้ง ...ก็ได้แค่ตั้งนึง ตั้งของมันคือหนึ่งขีด สองขีด แล้วก็เลิก...ความเพียร ...เพราะมันน้อย
(ต่อแทร็ก 12/15)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น