พระอาจารย์
12/2 (560706B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 กรกฎาคม 2556
พระอาจารย์ – รู้ไปเงียบๆ ดูไปเงียบๆ เดี๋ยวขันธ์ก็แตก
โลกก็แตก ...พอมันแตกแล้วคราวนี้มันรวมไม่ติดแล้ว มันก่อรูปสร้างนามไม่ได้แล้ว
ถึงมันก่อรูปสร้างนามขึ้นมาก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป สมมุติก็คือสมมุติ
บัญญัติก็คือบัญญัติ ... ก็เป็นแค่ความจริงแค่สมมุติ ก็เป็นแค่ความจริงแค่บัญญัติ
ไม่มีจริงอะไรกว่านั้น
แต่ก่อนมันไม่เป็นอย่างนี้... สมมุติไม่เป็นแค่สมมุติ บัญญัติไม่เป็นแค่บัญญัติ มันมีบุคคล มันมีอารมณ์ มันมีความรู้สึก
มันมีเลือดเนื้อ มันมีชีวิตด้วย ...มันไม่เห็นเป็นแค่สมมุติ
ก็บอกว่าผู้หญิงก็คือสมมุติ
ผู้ชายก็คือสมมุติ แต่มันเห็นไม่เป็นแค่สมมุติ ...พอไม่เป็นแค่สมมุติ มันเป็นจริงปั๊บ...มีอารมณ์
ทั้งรักทั้งชัง ทั้งขุ่นทั้งหมอง ทั้งราคะทั้งปฏิฆะ
นี่ถ้ามันเห็นว่าเป็นแค่สมมุติมันไม่มีอะไรพวกนี้หรอก ...ก็เขาสมมุติว่าเป็นผู้หญิง สมมุติว่าเป็นหมา เป็นคน ...มันเป็นสมมุติสัญญา
ถ้ามันไม่เห็นโดยตลอดขันธ์นี่
ถ้ามันไม่เห็นโดยตลอดจิตนี่ ไม่ได้เห็นโดยตลอดของนามธรรมทั้งหลาย
ไม่ได้เห็นโดยตลอดของผัสสะที่มันมาหล่อหลอมรวมกันนี่
แล้วมันแยกตัวออกจากกันยังไง
แล้วก็ความเป็นจริงของมันคือแค่ไหน แล้วความเป็นจริงของสมมุติมันแค่ไหน
ความเป็นจริงของบัญญัติมันแค่ไหน ความเป็นจริงของสัญญาอารมณ์มันแค่ไหน
เมื่อมันไม่เห็น
มันจะหล่อหลอมรวมกันเป็นเราเป็นเขา เป็นสัตว์เป็นบุคคล
แล้วก็มีตัวเราเป็นผู้รับรู้รับทราบ เป็นเรื่องราวใหญ่โต ผูกกันไปพันกันมา
เหมือนงูกินหาง สางไม่ออก
ลองนึกดูว่ามีป่าดงดิบอยู่ป่านึง
แล้วก็ถือมีดทำครัวไปเล่มนึงว่า...แล้วกูก็คงจะถางป่าได้สักวันมั้ง นี่ ปัญญาของพวกเรา...ด้วยปลีแข้งและความองอาจด้วยความอยาก...กะว่าจะได้ที่นาผืนนี้
เนี่ย หญ้ายังตัดไม่เข้าเลย เพราะมันทื่อ ... อย่าว่าแต่จะล้มป่าถางป่าออกให้มันเรียบราบนี่นะ
แล้วก็ยังมาหัวเราะหัวใคร่สนุกสนาน พูดคุย
ทะเลาะเบาะแว้ง ...มึงจะเอานั้นกูจะเอานี้ มึงน่ะผิดกูน่ะถูก ...ก็ถือมีดบางไป แล้วกูก็จะสางขันธ์สางโลกอย่างนั้น แต่ปากกูก็ทะเลาะกันไป "ไอ้นี่ป่าของกู
กูจะสางนะ มึงห้ามเข้ามานะ"
ถ้ารู้จักหน้าที่ ถ้าคนที่เขามีตาดี
เขามองเห็นสภาพโดยรวมออก เขาบอกว่า" เฮ้ย มึงน่ะลับมีดหน่อยนะ ดีกว่ามานั่งเถียงกัน ถึงมันจะเป็นมีดบาง อย่างน้อยก็ถอนหญ้าคา ตัดหญ้าคาออกซะหน่อย
มันก็ดูงดงามขึ้นได้บ้างแล้วในที่ผืนนี้แปลงนี้
ถ้ามันไม่มีปัญญาที่เป็นความเฉียบคมเฉียบแหลม
ด้วยอำนาจของสมาธิที่เข้าไปลับให้เกิดปัญญานี่ ...สมาธินี่เป็นหินลับมีดนะ
ถ้าไม่มีสมาธิมันก็ไม่มีหินลับมีด มันก็เหมือนกับมีดนี่คือเหล็กทื่อๆ จะตัดอะไร
สางอะไร
ไอ้พวกนักดูจิตล้างกิเลสน่ะ มันถือแต่เหล็ก แล้วกูก็จะสาง ละกิเลส ละจิต ...สางกันเข้าไป สางไปสางมาเถาวัลย์พันคอกูตายเอง บอกแล้วไง ไอ้พวกดิ่งพสุธานี่
ไม่กางร่ม มากางเอาตอนถึงพื้นพอดีนี่ เชือกก็ไปมัดกับต้นไม้ติดแขวนคอตายคาต้นไม้เลย
เพราะนั้นถ้าไม่มีสมาธิน่ะมันไม่เกิดปัญญา
มันก็เหมือนกับมือถือมีดทื่อๆ แล้วก็เอาไปไล่ทุบไล่ถองกัน มันไม่สามารถจะมาสะสางภายใน ...มันต้องเข้ามาสะสางภายใน
ปัญญานี่เหมือนถือมีดมีความเฉียบคม มาสะสางกองขันธ์
ซึ่งสภาพขันธ์นี่มันเป็นกอง ขันธ์ห้า ขันธ์แปลว่ากอง โดยความเป็นจริงของขันธ์ห้า
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นกอง ห้ากองรวมกัน
แต่ตอนนี้มันไม่เห็นเป็นกอง
มันรวมกันเป็น “เรา” หมด ...ถึงแม้มันจะไม่รวมเป็นเราปรากฏออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังเป็นเรา เพราะมันมีการรวมอยู่ภายในโดยซับซ้อน
ลึกลับ ว่องไว แบบเป็นอัตโนมัติในการรวมขันธ์เป็นเราหรือเป็นของเรา
ถ้ามันไม่มีปัญญา มันจะสางไม่ออก ...ถ้ามันไม่มีความเฉียบคมของสติสมาธิปัญญา ความเท่าทัน ที่จะเข้าไปแบ่งแยกขันธ์
วิจยะขันธ์ วิจยะโลก วิจยะธรรม ออกเป็นส่วนๆๆๆ ...อย่างชัดเจนด้วย
แรกๆ ก็แบ่งได้ พอแบ่งได้ แต่แบ่งได้แบบ...เหมือนมันมีสปริงน่ะ จะดึงเข้าหากันอยู่ตลอด แล้วก็เกิดความไม่แน่ใจ
สับสน ลังเล ...มันไม่เฉียบ
แต่ถ้าเฉียบนี่
มันพั่บเลย ... ถ้าภาษาพระหรือภาษาผู้ปฏิบัติเขาเรียกว่า...หยั่งลงที่ไหนก็แตก เหมือนกับหยั่งรู้ลงไป หยั่งเห็นลงไป
ส่องลงไปๆ
ส่องลงไปปึ้บนี่ อาการต่อหน้ามันจะแยกออกให้เห็นเป็นส่วนๆๆๆ
ที่มาที่ไปของมันเป็นยังไง มันรวมตัวกันเป็นลักษณะนี้ๆ มันมีปัจจัยอะไรกี่อย่างๆ
ก็เห็น
แต่นั่นเป็นเรื่องของนามที่ละเอียดแล้ว ...เอากายซะก่อน หนังกายนี่มันเหนียวยิ่งกว่าหนังควายอีก ถ้าเอาเหล็กทื่อๆ
ไปเฉือน มันจะแบ่งไม่ออกเลย
มันก็จะหุ้มเป็นตัวเราๆ ชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นหญิง-ชาย นี่ มันเหนียว มันเหนียวแน่น กิเลสคือความเหนียวแน่น เชื่อมต่อกันดั่งกระแสน้ำ
เคยเอามีดไปฟันน้ำมั้ย ...ไม่ขาด
เพราะมันเป็นกระแสน้ำที่มันไหล หมุนวน ... แต่ถ้า freeze ซะเลย
เข้าใจคำว่า freeze มั้ย เป็นน้ำแข็ง ... ทีนี้ ขาดเป็นท่อนๆ แล้วคราวนี้
มันก็จะเริ่มแบ่งแยกกายออกจากสมมุติ
บัญญัติ ความเห็น ความเชื่อ มหาภูตรูปสี่ ผัสสะ เวทนา วิญญาณ ในกายจริงๆ น่ะ เอารวมของกายจริงๆ นี่ ดูดีๆ
มันมีอะไรกันบ้าง มันประกอบกันด้วยอะไรบ้าง ที่มันมาบอกว่าตัวเรากายเรานี่
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องจำ ไม่ต้องเอาคำพูดของเราไปคิดตาม ... ดู ส่องลงไปในกาย
มันก็จะค่อยๆ แตกให้เห็นว่า เดี๋ยวก็เป็นผู้หญิง เดี๋ยวก็เป็นนั่ง เดี๋ยวก็เป็นปวด
เดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ ...คือจริงๆ มันรวมกันหลายอย่าง...รวมกัน
มันก็จะค่อยๆ แบ่งออกเป็นส่วนๆ ในการปรากฏชัดเจนในกาย แต่ละครั้งๆ
ปัญญาก็จะเฉียบคมขึ้น เมื่อมันมีวิจยะธาตุ วิจยะกาย ด้วยญาณหยั่งรู้ดูเห็น
มันก็จะเกิดความเข้าใจในตัวของมันเป็นปัจจัตตัง
แบบที่หลวงปู่ท่านบอกว่า
ทำความเป็นปัจจัตตังให้เกิดแล้วก็ความสงสัยจะหายไป ...คือให้มันดูไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความปัจจัตตัง เข้าใจ...เข้าใจภายใน
เข้าใจว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ...ไอ้ที่มันห่อกันไว้ รวมกันแบบลวกๆ ตอนแรกๆ
มันรวมแบบเหนียวแน่น ...พอแยกออกมันจะเห็นเลยว่าเป็นการรวมกันแบบลวกๆ
พอเริ่มเห็น ...แค่เห็นว่ามันรวมตัวกันแบบลวกๆ ว่าเป็นกายเรานี่ แค่นี้ มันเริ่มไม่ค่อยเชื่อแล้ว
มันจะเริ่มเกิดความไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นกายเราจริงๆ แล้ว
แม้ลึกๆ
ยังเป็นกายเราอยู่นะ ...แต่มันเริ่มไม่ค่อยเชื่อแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เห็นมั้ย
แค่เห็นว่ามันรวมตัวแบบลวกๆ นี่ มันเข้าไปทำลายความเป็นสักกายทิฏฐิในตัวของมันเอง...ปัจจัตตัง...มันเข้าใจ
แล้วมันก็เริ่มเข้าใจไปเรื่อยๆ ...ไอ้ลวกๆ ตรงไหนที่ว่าไร้สาระ หรือไม่จริงอย่างยิ่ง มันก็เริ่มคัดกรองออก
เมื่อมันจะคัดกรองออก มันก็เข้าใจว่าไอ้นี่...ไอ้ที่ว่าไร้สาระอย่างยิ่งนี่ มันบังอาจมาครอบกาย
มันมาจากอะไร สาเหตุอะไร ... นี่ มันเห็นที่มาที่ไปของความไม่รู้...ก็สามารถคัดกรองออกๆ
ได้ มันก็เกิดความดับไป
ไอ้คัดกรองออกมันก็เกิดความดับไปจากสิ่งที่ไม่จริงที่มันห่อหุ้มกาย ... ทีนี้
มันจะเหลือแต่กายตามความเป็นจริง ทีนี้ตรงตามตำราเป๊ะเลย ปริยัติว่าไว้ ว่ากายคือมหาภูตรูปสี่
มหาภูตรูปสี่นี่ท่านก็พูดอยู่นะ สายการปฏิบัตินี่
หลวงปู่มั่นพูดตั้งแต่อยู่ในมุตโตทัยเลยนะ ...ไม่ออกนอกมหาภูตรูปสี่
พิจารณามหาภูตรูปสี่ นี่ สำคัญที่สุด
เพราะกายนี่
เนื้อแท้ธรรมแท้ของกายคือมหาภูตรูปสี่ นอกนั้นของปลอมหมด ...แล้วก็จิตผู้ไม่รู้นี่บังอาจเอามารวมกับมหาภูตรูปสี่
จนทำให้กายนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง...เป็นกายสังขาร เป็นกายปรุงแต่ง เป็นกายเรา
เป็นกายมากมายมหาศาล เป็นกายหยาบ
กายละเอียด กายประณีต กายใกล้ กายไกล กายที่ยังมาไม่ถึง กายอดีต กายอนาคต ...เยอะแยะมากมาย
จนกลายเป็นป่าดงดิบที่ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นของจริง อันไหนเป็นต้นที่ใช้ประโยชน์ได้ หรือว่าเป็นต้นตามธรรมชาติที่แท้จริงของกาย
ก็เลยเกิดการเสียดมเสียดายอาลัยอาวรณ์
เพราะมันไม่รู้อันไหนจริงอันไหนเท็จ ...'ไอ้นั่นจะละก็ไม่ได้เพราะมันอาจจะจริงนะ' ... 'เอ้า
ถ้าเราไม่เป็นผู้หญิง ถ้าไม่ใช่ผู้หญิง แล้วเราจะอยู่ในโลกได้ยังไง
มันก็เป็นความจริงเหมือนกัน'
'ก็ว่าไม่ได้เป็นคน ...แล้วเรามาอยู่ในเผ่าพันธุ์ของคนที่เขาบอกว่าเป็นคนได้ยังไง' ...มันก็ยังเสียดมเสียดาย
เพราะยังเชื่อว่า เข้าใจว่ามันต้องอยู่กับความเป็นจริง ต้องอาศัยความเป็นจริงนี้
มันก็เหมือนกับเป็นการถือไว้ มันยังถือไว้ ไม่สลัดออก ไม่กล้าสลัดออก ...คือพูดภาษาเราก็เรียกว่ายังโง่อยู่ ยังอยากโง่อยู่ ยังยอมโง่อยู่ ...แต่ถ้ามีปัญญาขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
มันก็กล้าที่จะสลัดออก...ทิ้ง
ทำไมมันถึงกล้าสลัดออก ถึงกล้าทิ้ง ...เพราะมันเริ่มเข้าไปเห็นว่า อาการหรือความปลอมปนของความไอ้ที่ไม่จริงตรงนี้...มันเป็นโยงใยให้เกิดทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือเป็นสมุทัย
ตรงนี้...เพราะมันเห็นจุดนี้ต่างหากมันถึงกล้าสลัดทิ้ง ...มันแลก มันกล้าแลก กล้าแลกที่จะไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงผู้ชาย เป็นอะไรต่ออะไร โดยไม่กลัวเขาหาว่าบ้า ไม่กลัวเขาดูถูกเรา ไม่กลัวเราจะเข้ากับเขาไม่ได้
แรกๆ
มันจะไม่กล้าแลก เพราะว่ามันยังเห็นว่าความเชื่อถือมั่นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นสวยเป็นงามนี่
ยังมีหน้ามีตาอยู่ในวงการหรือสังคมนั้นอยู่ได้
มันกลัว...มันกลัวเราจะเข้ากับสังคมโลกไม่ได้
มันกลัวโลกเขาเข้ากับเราไม่ได้ นี่ มันกลัว มันกลัวความเป็นเรามันจะสูญหายไป
ถ้าเราสละละวางความรู้สึกว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นสวยเป็นงามออกไป
ถ้าเป็นพวกที่ทำงานอยู่...ก็อย่างถ้าไปทำงานแล้วไม่เติมลิปแต่งลิปเขียนคิ้วเขียนตาแล้วมันรู้สึกไม่มั่นใจ ... "ก็ขอสักหน่อยนึงน่า บางๆ เท่านั้น"
เดี๋ยวมันจืดชืด
เดี๋ยวคนรอบข้างเขาจะอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าไปมีเรื่องอะไรมาหรือเปล่า ทำไมไม่แต่งหน้า
หรือจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีไปบวชหรือไงเธอ ...นี่ เกรงใจ ไม่กล้า
กลัว...สูญเสียความเป็นตัวเราเดิมๆ
ตัวเราที่เที่ยงในความที่คนอื่นเขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ...มันหวงแหน
มันอาลัยอาวรณ์ความเป็นสถานะของเราตัวเรา แบบโง่ๆ เลื่อนๆ ลอยๆ
ทั้งๆ ที่ขันธ์มันก็คือขันธ์น่ะ หือ มันก็กระดำกระด่างของมันไป
แล้วมันก็ไม่ได้มีการถือหน้าถือตัวในตัวของมัน ...นี่ถ้าว่าพูดตามความเป็นจริง ไม่ได้พูดตามสมมุตินิยม หรือค่านิยมในโลก
พอมันไปติดอยู่ในค่านิยม
สมมุตินิยมที่มีเรามีเขา เป็นสังคมของเราและเขา มันก็ไม่กล้า ... นี่ไง
ถึงว่าที่เป็นสาเหตุที่พระพุทธเจ้าว่า พยายามอย่าคลุกคลีดีกว่ามั้ย
แต่ถ้ามันอยู่คนเดียว ทำมันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำ
มันก็ทำเหมือนกับทำไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไร
มันก็เลยไม่มีตัวเราที่คนอื่นเขาคอยจะให้ความคิดว่า...ตัวเราจะต้องเป็นอะไร
ถ้ามันมีสองคนหรือมากกว่า มันก็มีตัวเราที่คนอื่นเขาพยายามให้เราเป็น แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้ว...เออ ไม่เดือดร้อน แล้วมันก็จะเข้าไปใกล้ชิด...ใกล้ชิดธรรมชาติตามความเป็นจริง
เคยเห็นหมามันกินข้าวมั้ย
เคยเห็นหมาสามตัวกินข้าวกะละมังเดียวกันมั้ย
เคยเห็นหมากินข้าวกะละมังนี้แล้วก็ย้ายไปกินกะละมังนั้นมั้ย เออ
ไอ้นี่มันไม่มีสัมมาคารวะ ไม่มีมารยาท กินเดนกันไปกินเดนกันมา
แต่เป็นพวกเรานี่ได้มั้ย...ไม่ได้ มันถือตัว มันถือว่าไอ้นี่เป็นจานของเรา ไอ้นั่นเป็นจานของมัน...สกปรกกว่าจานของเรา
ถ้าจานของเราจะต้องสะอาดกว่าจานของมัน แล้วไอ้คนที่มันนั่งข้างเรามันก็ว่าจานของมึงก็สกปรกกว่าจานของกู
ช้อนก็กินด้วยกันไม่ได้เพราะน้ำลายมึงสกปรกกว่าน้ำลายกู
หมานี่พอดีมันไม่คิด
มันย้ายไปกินกะละมังโน้น แล้วก็ย้ายไปกินกะละมังนั้น ...เออ ของตก
พอดีไม่ได้เรียนสุขศึกษา ไม่มีเชื้อโรค...ก็กิน เลียกินถึงพื้นเลย ก็เห็นมันแข็งแรงดีนะ ไม่ตาย
แต่คนนี่ตายเอ๊าตายเอา เพราะสุขภาพดี รักษาสุขภาพ ...หมาไม่ได้เรียนสุขศึกษาตั้งแต่ป.๑
ก็เลยไม่รู้ว่าของตกห้ามกิน มันโดนเชื้อโรคแล้ว มีฝุ่น ไม่สะอาด
เออ เวลาอยู่กับหมานี่
มันก็เข้าไปเห็นธรรมชาติของหมา ที่เป็นธรรมชาติที่ไร้สมมุติและบัญญัติ ไม่เห็นมันทุกข์เลย ...ใครมากูก็เห่าโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ขอให้ไหวๆ มากูเห่าแล้ว
กูไม่เลือกหรอก... ว่าเป็นผู้หญิงสวย กูไม่เห่า กูไม่เลือกหรอกว่าถ้าเป็นคนแต่งชุดขาวมาแล้วไม่เห่า ...กูเห่าหมด เพราะกูไม่แบ่งสรรวรรณะ ...ไปๆ มาๆ หมามันใกล้ชิดธรรมมากกว่าคนรึเปล่านี่
หมานี่ เตียงก็ไม่มี กูก็นอนได้
ง่วงตรงไหนกูก็นอนตรงนั้น กินข้าวอิ่มเสร็จ นอนข้างชามกะละมังข้าวก็ได้ ไม่ผิดสุขศึกษา
กินแล้วนอนเลย ไม่กินน้ำตามด้วย กูบอกไม่กลัวอาหารไม่ย่อย
อือ ทำไมคนมันเรื่องมากจัง
มากเรื่องจัง เดือดร้อนจัง ...ทำไมคนนี่ดูเหมือนมีมารยาทผู้ดี สำอาง แบ่งสรร จำแนกแยกแยะ ... แต่ทำไมทุกข์มันมากมายมหาศาล
เห็นมั้ยว่า ยิ่งอยู่ห่างไกลธรรมชาติที่แท้จริงเท่าไหร่
เรื่องมากขึ้นเท่าไหร่ ทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ... แต่ยิ่งใกล้ธรรมชาติเท่าไหร่
เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติเมื่อไหร่ ทุกข์น้อยลงไปเรื่อยๆ
แต่ว่าพระอริยะท่านไม่ได้เป็นธรรมชาติแบบหมา ท่านเข้าใจโดยตลอดสาย นี่ มันต่างกันตรงนี้ ...ท่านเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงคืออะไร
ธรรมชาติของบัญญัติ ธรรมชาติของสมมุติภาษา ความจำได้หมายรู้ ความเห็น
ความถูกความผิด
เหล่านี้ ท่านเข้าใจที่มาที่ไป
ความจริงของมัน ว่ามันจริงแค่ไหน สมควรให้ค่าให้ความสำคัญระดับไหน หรือไม่สมควรให้ค่าให้ความสำคัญระดับไหน...เมื่อไม่จำเป็นจะต้องคลุกคลี
พระอรหันต์ไม่ได้โง่นะ เวลาคลุกคลีท่านก็ใช้บัญญัติใช้ทั้งสมมุติ ...ท่านก็อยู่กับบัญญัติ ท่านก็อยู่สมมุติ ท่านก็ใช้บัญญัติท่านก็ใช้สมมุติ
ท่านรู้หมด
ท่านใช้เป็น ท่านรู้จักคำว่าสมดุล พอดี ทั้งโลกและธรรม ทั้งโลกียธรรม
ทั้งโลกุตรธรรม ไม่ใช่ยืนอยู่บนฐานของโลกุตรธรรมถ่ายเดียว
เอ้า แต่เวลาท่านอยู่คนเดียวนี่
โลกุตรธรรมล้วนๆ ...ท่านไม่มานั่งคิดโน่นคิดนี่
ท่านไม่มานึกถึงว่าลูกศิษย์กูจะไปทำอะไรมั้ย ...มันฟังกูไป ออกจากกุฏิมันก็ลืมแล้ว
แล้วจะทำยังไงจะให้มันไม่ลืมวะ
ท่านก็บอกว่าช่างหัวมันเถอะ
เรื่องของมึง วัวใครเข้าคอกมัน กรรมใครกรรมมัน จิตใครจิตมัน กายใครกายมัน
ภาวนาใครภาวนามัน ...นี่ท่านก็ไม่ได้คิดตัดอย่างนั้นหรอก จริงๆ
มันตัดโดยธรรมชาติเลย
แต่มาใหม่ก็สอนไป ก็พูดไป แนะนำไป ไม่ไปตามส่องรู้ส่องเห็นภายในภายนอกของใครน่ะ เหนื่อยว่ะ ไร้สาระ ...ก็สอนให้คนอื่นมันออกจากความไร้สาระ แล้วกูจะมาทำความไร้สาระทำไม
ก็อยู่กาย-ใจไป
อยู่กับธรรมชาติ...ที่ไม่มีอะไร อยู่กับธรรมชาติที่ว่างเปล่าจากตัวตนสัตว์บุคคล
ทั้งภายในและภายนอกก็เป็นธรรมชาติที่ว่างเปล่าจากตัวตนและสัตว์บุคคล
ก็ไม่สุขอ่ะ ก็ไม่สบายอ่ะ
แต่มันไม่มีอะไร ...ก็อยู่แบบไม่มีอะไร นั่งแบบไม่มีอะไร เหมือนคนปลดเกษียณน่ะ ... มันก็อยู่แบบคนไร้งานว่างงาน
หมดธุระในโลกในขันธ์
เมื่อมันหมดธุระในโลกในขันธ์
มันก็ให้เป็นธุระของขันธ์และของโลกไปเอง ขันธ์เขาก็ทำธุระของเขาไปเอง
ไม่ไปเอาธุระกับขันธ์ ขันธ์เขาก็ทำธุระของเขาเองได้โดยสภาพ
โลกเขาก็เป็นไปตามปกติ ...ไม่ใช่ว่าไม่ได้ขวนขวายในโลกแล้วโลกมันหยุดเดินนะ ไม่ใช่ว่าหยุดหมุนโลกในตัวของมันเอง
แล้วโลกมันจะแตกลงต่อหน้าต่อตา
หรือไม่ไปขวนขวายในบุคคลอื่นแล้วบุคคลอื่นจะชักดิ้นชักงอตายซะเมื่อไหร่ มันก็อยู่ได้ด้วยเหตุและปัจจัย ต่างคน...ก็ทุกสิ่งทุกอย่างอาศัยเหตุปัจจัย ไม่มีใครเข้าไปบงการบังคับได้
(ต่อแทร็ก 12/3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น