วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/27 (1)


พระอาจารย์
12/27 (561111B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 พฤศจิกายน 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  การที่กลับมารู้กายที่เดียว รู้ตรงลงไปที่กายเดียว ...มันเหมือนเข้าไปเจาะ...ให้มันทะลุลงไปในสิ่งที่มันห่อหุ้มกายอยู่

อะไรที่มันห่อหุ้มกายอยู่ ...ความเห็น ความคิด ความจำ ภาษา บัญญัติ ความเชื่อ ตำรา ถ้อยคำคนอื่น อดีต อนาคต ...นี่ ที่มันเป็นเมฆเป็นหมอกบังกายธาตุกายธรรมอยู่นี่

เพราะนั้น สติ ศีล สมาธิ ...การนึก การน้อม การระลึก การทวน การหยั่ง การรู้อยู่ที่เดียวนี่ ...เหมือนมันเป็นคมมีดน่ะ ที่มันเข้าไปแหวกสิ่งที่มันห่อหุ้มปกคลุมปิดบัง

ด้วยอำนาจของอวิชชาความไม่รู้...มันสร้างทิฏฐิสวะ ภวาสวะ กามาสวะ อวิชชาสวะ...มาห่อหุ้ม ...จนคลาดเคลื่อนจากความเป็นธาตุแท้ธรรมแท้ของกาย

เหนียวด้วยนะ หนังมันเหนียวด้วย ...ก็มันหุ้มมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ...เพราะนั้นในระดับความคิดความจำนี่ ไม่สามารถที่จะเข้าไปลบล้าง...หรือว่าแหวกอะไรออกได้เลย

ถ้าไม่ใช่คมมีดของปัญญาญาณ ความเฉียบคมของปัญญา ความแหลมคมของปัญญาที่เกิดจากสมาธิที่เป็นสัมมา...ที่เกิดจากสติ ที่เกิดจากศีล...ที่เป็นสัมมา 

มันจึงแหวกเข้าไป เจาะเข้าไป ลึกซึ้งเข้าไป ...จนมันเข้าไปเห็นเนื้อแท้ธรรมแท้ได้...เป็นขณะๆ ไป 

นี่ ขนาดว่าได้นี่...มันยังเห็นแค่เป็นขณะๆ ไปเอง ...ยังไม่คณามือกับอำนาจของอวิชชา สักกายทิฏฐิที่มันปิดบังปกคลุม ...เผลอเมื่อไหร่ กำลังของสติสมาธิน้อยลงด้อยลงเมื่อไหร่...ก็คลุมอีก 

ถึงบอกว่าถ้าไม่ถึงขั้นมหาสติ ...ไม่มีทางที่จะปอก ลอก คลี่คลาย กายนี้...จนถึงที่เรียกว่าสว่างกาย

เพราะนั่นไม่มีอะไรปกคลุมได้แล้ว อำนาจของปัญญานี่ถ่างออกหมด ...มันก็มาบังกายไม่ได้แล้ว กิเลสมาบังกายก็ไม่ได้ บังใจก็ไม่ได้ ...อะไรคือบังใจ...จิต

ใจก็สว่าง กายก็สว่าง ...ธรรมชาติก็เปิดเผยตัวของมันเอง ธรรมชาติของขันธ์ที่เรียกว่าสมมุติว่ากาย มันก็เปิดเผยความเป็นจริง 

ว่าเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง ก้อนหนึ่ง อาการหนึ่ง ...หามีสาระแก่นสารอันใด เป็นใคร เป็นประโยชน์ให้ใครของใครแต่ประการใด ...เป็นเพียงแค่ก้อนกองหนึ่งที่ประชุมกันขึ้นตามวาระ

ซึ่งไอ้ตามวาระนั่นก็คือ...ตามเหตุปัจจัย ...ไม่ใช่ตามเรา ไม่ใช่ตามเราว่า ตามเราอยาก ตามเราไม่อยาก...ไม่ใช่

มันจะรู้เห็นในกายเช่นนั้นน่ะ จนมันแน่ใจ ...ไม่ใช่ตายใจนะ แต่จนมันแน่ใจ ...แน่ใจขนาดไหน ...แน่ใจขนาดไม่หวน ไม่หวนกลับมาเกิด

ไม่หวนมาเกิดเป็นเรา ของเรา...แม้แต่ขณะหนึ่ง อณูหนึ่ง ส่วนหนึ่งของลักษณะที่เรียกว่ากาย ...นั่น ท่านเรียกว่า...เอาจนแน่ใจ

เพราะกิเลสน่ะ มันซับซ้อน มันลึกซึ้ง มันเจ้าเล่ห์แสนกล ...ดูเหมือนหมด ดูเหมือนไม่มีแล้ว...เดี๋ยวมันก็มา  ไม่รู้มันไปมุดอยู่ที่ไหน เดี๋ยวมันมาใหม่อีก

มันก็ซ้ำซาก ซ้ำอยู่ตรงนี้ ...ละแล้วละอีกๆ เพิกถอนแล้วเพิกถอนอีก ...แม้จะดูเหมือนเพิกถอนหมดแล้ว ก็ยังไม่ไปไหน

ถ้ามันเพียรซ้ำซากอยู่ตรงนี้ อย่าว่าแต่กิเลสที่มันออกมาเป็นตัวเราเลย แค่มาเป็นเงานี่ยังเห็นเลย...เงาของกิเลสนะ ...มันก็เห็น

ญาณทัสสนะที่มันจดจ้องจดจ่ออยู่นี่ แม้แต่เงายังเห็นน่ะ ...เงาที่จะเป็นเค้าลางของกิเลส ของเราน่ะ ยังไม่อนุญาตให้มันผุดโผล่ออกมาเลย

จนกว่ามันจะเกิดภาวะเป็นปัจจัตตัง เรียกว่าเกิดความยอมรับโดยสิ้นเชิง...ว่ากายนี้ หาความเป็นเราไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวปรมาณูหนึ่งน่ะ ...นี่ โดยปัจจัตตังเลย

เมื่อถึงขั้นนั้นน่ะ...จิตเรานี่  จิตเราหรือจิตอวิชชานี่ ที่มันไปเกิดอยู่ในความเป็นกายนี่  มันไม่ไปเกิดแล้ว มันไม่ไปหาที่เกิดในกายได้อีกแล้ว ...เพราะไม่มีที่ให้มันเกิดได้อีกแล้ว

ทำไมถึงไม่มีที่ให้มันเกิดได้แล้ว ...เพราะมันเห็นจนตลอด จนสุด จนรอบ  หมุนวนแล้วหมุนวนเล่า ว่ากายนี้เป็นอนัตตา ปราศจากความเป็นตัวตนที่แท้จริง

จิตเราผู้ไม่รู้นี่...ซึ่งมันยังไม่หมดไปนะ...แต่มันไม่สามารถมาเกิดในกายนี้ได้ ...แล้วมันก็ไม่อยากมาเกิดในกายด้วย  เพราะมันรู้ว่าเกิดแล้วไม่ได้สุขได้ทุกข์ในกาย ...มันจึงทิ้งกาย

อวิชชานี่ทิ้งกายก่อน จะมาทิ้งกาย ทิ้งขันธ์หยาบตัวแรกก่อน ...เหมือนมันถอย มันถอน... เพราะมันยังมีอีกสี่ขันธ์ให้อยู่ ...แต่ว่าขันธ์นี้มันอยู่ไม่ได้แล้ว 

อวิชชามันหด ความเป็นเราก็หดพร้อมกับอวิชชา ...มันก็หาที่อยู่ใหม่ ที่กายมันไม่อยู่แล้ว ...แต่ว่ามันทิ้งอันนี้ไป แล้วมันก็มาอยู่ตรงที่มันว่ามันอยู่ได้ เป็นเราได้...คือนามทั้งสี่

เนี่ย ปัญญาขั้นละเอียดเท่านั้นน่ะ ถึงจะไปถอยถอนกับนามทั้งสี่...ออกจากรู้อีก ...เห็นมั้ยว่าการขาดในขันธ์นี่ มันจะขาดเป็นเรื่องๆ เรื่องๆ ไป...ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต

พอถึงจุดที่มันถอนออกจากกายนี่ อวิชชานี่ถอน ความเป็นเรานี่หมด ...เพราะไม่มีเราไปเกิดในกายแล้ว ไม่เกิดในความรู้สึกในกาย ไม่เกิดเราผู้เป็นสุขเป็นทุกข์ในกายแล้ว

ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งองคาพยพใดองคาพยพหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นธาตุ ไม่ว่าจะเป็นเวทนา ไม่ว่าจะเป็นผัสสะ ไม่ว่าอะไรที่เนื่องด้วยกาย ไม่ว่าอายตนะไหนที่เนื่องด้วยกาย...คือโลก

เห็นมั้ย เฉพาะกายนี่ ไม่ใช่แค่กายแล้ว แต่หมายรวมสิ่งที่เนื่องด้วยกายทั้งหมด...คือโลก 

เพราะกายตัวนี้เป็นตัวเชื่อมโลก ผ่านอายตนะและผัสสะห้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย

เพราะฉะนั้นน่ะ อวิชชามันไม่เกิดแล้วในกายและในโลก

เพราะนั้นผู้ที่ไม่มาเกิดมีกายอีกต่อไป...ผู้ที่ในปัจจุบันก็ไม่เกิด อดีตก็ไม่เกิด อนาคตก็ไม่เกิด โลกก็ไม่เกิด...โลกนี้ โลกที่เราเหยียบนี่ ...ใครเล่าจะเป็นผู้ที่ไม่เกิดมาเป็นคนอีก ...ก็มีแต่พระอนาคามี 

นี่ ถ้าไม่มีปัญญาที่เห็นความเป็นจริงของกาย...จนถึงที่สุดนี่ ...มันไม่มีทางเลยที่อวิชชาจะถอนตัวออกมาจากกาย

ทำไมมันไม่ถอน ...เพราะมันยังเห็นว่ากายนี่ยังเป็นที่หาความสุข-หาความทุกข์ได้อยู่ ...มันยังตั้งความเป็นเรา มันยังตั้งความเป็นภพได้ในกายนี้ 

ขณะนั่งแล้วเมื่อย มันยังหาสุขในกายนี้ที่ไม่เมื่อยได้ เห็นมั้ย...ภพ ...มันยังเลือกได้ ...มันเข้าใจว่ามีสุขอยู่ในกายนี้ ถ้าเอาขาออก ใช่มั้ย ...ความเป็นเราก็อยู่ที่ตรงนี้ 

มันเลือก ...แปลว่ามันยังเห็นกายนี้เที่ยง มีที่ตั้งของสุขอยู่ได้ ...นี่เขาเรียกว่าปัญญาหยาบ ยังไม่เห็นอะไรเลยในกาย ...แล้วมันจะหลุดพ้นออกจากความเกิดมามีรูปที่มันยังหาความสุขในรูปนี้กายนี้ได้หรือ

เกิดแน่ๆ นักดูจิตเกิดแน่ๆ บอกให้เลย เกิดเป็นคนแน่ๆ ไม่มีทางเล็ดลอดหรือว่าหลุดขาดหรือว่าข้ามความเป็นคนได้ ความเป็นมหาภูตรูป...อย่าว่าแต่มหาภูตรูปที่เป็นคน มหาภูตรูปของสัตว์ด้วย

เพราะนั้นที่เราสอนนี่ เราแนะเรื่องกายนี่ เราไม่ได้สอนให้มาตายแค่โสดาบันนะ ...อย่างต่ำต้องอนาคานะ ถึงจะเลิกดูกาย

ใครจะว่าโง่ ใครจะว่าต่ำ ใครจะว่าหยาบ ไม่รู้อ่ะ ...คนที่ละกายได้ ทิ้งกายได้ อย่างต่ำ...อนาคามี 

นั่น คือว่าจะไม่เกิดกับกายอีกแล้ว จะไม่มีกายเป็นที่อยู่อาศัยอีกแล้ว จะไม่สร้างกายใหม่เป็นที่อยู่อาศัยอีกแล้ว


(ต่อแทร็ก 12/27  ช่วง 2)



วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/26 (2)


พระอาจารย์
12/26 (561111A)
11 พฤศจิกายน 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 12/26  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น คำว่าเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่นในกายนี่ ...มันจะต้องเป็นศีลในระดับมหาศีล สมาธิในระดับมหาสมาธิ 

คือเต็ม...มันจะต้องเต็มในศีล บริบูรณ์ในศีล  มันจะต้องเต็มในสมาธิ บริบูรณ์ในสมาธิ

เพราะนั้นคำว่าเต็มในศีลนี่ หมายความว่า...ทุกปัจจุบันขณะ ทุกปัจจุบันเวลา ทุกวินาทีที่มันผ่านไปนี่...มันจะไม่มีคำว่าห่างหายจากกายนี้เลย

เรียกว่าเป็นเส้นตรงแบบไม่เว้นวรรคขาดตอน ไม่มีช่องว่างที่จะให้จิตนี่ มันเล็ดรอด ผุดโผล่ ไหลออก...ไปสร้างภพสร้างชาติที่อื่นเลย

เพราะนั้นเมื่อไม่มีช่องว่างให้จิตนี่มันไหลออกนอกกายไปได้แม้แต่เสี้ยวปัจจุบันหนึ่งนี่ ...นั่นน่ะเป็นเหตุให้สมาธิน่ะเป็นมหาสมาธิ ...กายก็เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ด้วยความชัดเจนปรากฏอยู่

ถึงจุดนั้นน่ะ ...ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปิดเผยความเป็นจริงหมดเลย  กายก็เปิดเผยความเป็นจริงด้วยความสว่าง

เพราะจิตนี่มันถูกรวมไว้เป็นหนึ่ง...แบบไม่มีปรุงไม่มีแต่ง ไม่มีออกมาเป็นความคิด ออกมาเป็นบัญญัติ ออกมาเป็นภาษา ออกมาเป็นอดีต ออกมาเป็นอนาคต...แม้แต่เสี้ยวปัจจุบันหนึ่งในมหาสมาธิ

ภาวะตรงนั้นจึงเรียกว่าเกิดสภาวะที่เรียกว่าสว่างกายสว่างใจขึ้นมา ...มันจึงจะสิ้นความสงสัยในความเป็นกาย มันจึงจะเกิดภาวะที่เรียกว่ารู้แจ้งในกาย

มันแจ้ง สว่าง ไม่มีอะไรปกคลุมปิดบัง...แม้แต่เป็นฝ้าเป็นหมอก เป็นเสี้ยวอณูหนึ่งของมลทินคืออวิชชาในส่วนของกาย

เพราะฉะนั้น เรียนรู้เรื่องของกายจนถึงจุดนี้...ถึงจุดนี้จุดเดียวนี่ คือพระอนาคามี ...ตั้งแต่ต้นนี่ การปฏิบัติมาจนถึงระดับพระอนาคามีนี่...คือเป็นการเรียนรู้เรื่องกายล้วนๆ

แต่นี่บางคน บางท่าน เล่นไปเอาธรรมของพระอรหันต์มาภาวนา ...คือไปเอาจิต เอาอารมณ์ เอาสภาวะละเอียดประณีตมาเป็นเครื่องระลึกรู้กำหนดรู้

มันก็เหมือนกับเด็กอนุบาลน่ะ แต่ไปเปิดตำราของดอกเตอร์ ...มันจะเข้าใจอะไร ...อนุบาลก็ต้องเรียนเขียน ก.ไก่ ให้เป็นก่อน นี่...ก.ไก่ - ก.กาย

ไม่อย่างนั้นแล้วก็มาแบ่งพวกแบ่งพรรค แบ่งว่าภาวนาแบบหยาบ ภาวนาแบบติด ภาวนาแบบพื้นๆ ...ก็พื้นสิ ถ้าไม่มีพื้นแล้วมันจะเดินในอากาศหรือไง

คือธรรมชาติของกายในขันธ์ หรือธรรมชาติประจำกายในขันธ์นี่...มันมีกายเดียว  

แต่พอขันธ์นี่มันมาอยู่กับจิตมนุษย์ปุถุชน...ที่มันมีกิเลส ที่มันมีความเป็นเรานี่ ...ความปรากฏของกายหรือลักษณะของกายนี่ มันกลับมีเป็นอเนกอนันต์ เรียกว่านับไม่ถ้วน

แล้วกายที่มันปรากฏตามประสาปุถุชน หรือคนไม่ภาวนา หรือคนที่ภาวนาแบบมั่วซั่วนี่ ...กายที่มันปรากฏนั่นมันว่าจริงหมด ...ว่าจริงหมด...แล้วก็จริงกว่ากายจริงๆ ด้วย

เพราะฉะนั้น การที่เอาสติมาระลึกอยู่ในกายศีลกายปัจจุบัน...ซึ่งเป็นกายเดียว กายอันเดียวที่มีอยู่ในขันธ์  ...เป็นกายจริงๆ ที่มีอยู่ในขันธ์ ...คือกายศีลนี่

การเอาสติมากำหนดอยู่ที่กายปัจจุบันนี่ จึงเรียกว่าเป็นการรวมกายให้เป็นหนึ่ง จากมหันต์กาย อเนกกายนี่ ...ด้วยอำนาจของสติ การระลึกรู้อยู่กับกาย เรียกว่ากายานุสสติปัฏฐาน ...มันจึงเป็นการรวมกายให้เป็นหนึ่ง

เพราะไอ้กายที่มันเป็นอเนกอนันต์กายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี่ มันก็เกิดขึ้นมาจากจิต ...เมื่อรวมกายให้เป็นหนึ่ง จิตที่มันจะไปสร้างกายอเนกอนันต์...มันก็ไม่ไป

มันก็เป็นการรวมกายรวมจิตให้เป็นหนึ่งเหมือนกัน พร้อมกัน ...เมื่อรวมกายเป็นหนึ่ง จิตก็จะเป็นหนึ่ง...หนึ่งรู้หนึ่งเห็นกับกายหนึ่งปัจจุบัน...คือกายศีลนั่นเอง

ถ้าไม่เริ่มที่รากฐานของศีล ถ้าไม่เริ่มที่รากฐานของกายปัจจุบันนี่ ...มันจะไปตรงไหน มรรคอยู่ตรงไหน ทางเดินในมรรคคืออะไร ...มันก็ตีนลอย เลื่อนลอย คลาดเคลื่อนไปหมด

เพราะอะไร ...เพราะว่าธรรมชาติของจิตผู้ไม่รู้ หรือว่าจิตเรา จิตอวิชชาตัณหาอุปาทานนี่ ...สภาวะจิตเหล่านี้มันเบา มันลอย มันล่องลอยไปมา มันทะยานออก มันไม่มีน้ำหนัก มันฟุ้งกระจาย

พอมันฟุ้งกระจายออกด้วยความเบาความลอยนี่ โดยธรรมชาติของความลอยนี่ ...เวลามันไปปะกับอะไรนี่ อย่างปะกับเสียงปั๊บ มันก็ไปเกาะกับเสียง มันไปปะกับรูปที่เห็น มันก็ไปเกาะอยู่กับรูปที่เห็น

ไอ้คำว่าไปเกาะนี่ คือมันไปก่อเกิดภพ ก่อเกิดความเป็นเรา ก่อเกิดกายสังขาร...กับสิ่งที่มันไปปะโดยผัสสะ...ผ่านอายตนะ ...แต่ถ้ามันไม่ปะอะไรนี่ มันก็ล่องลอย เลื่อนลอย หาย  อยู่ในภาวะหาย ลอย ใจลอย

แล้วถ้าไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสภายนอกมาเป็นที่ให้เกาะ เป็นที่ให้แต่งต่อเติมต่อ ...เดี๋ยวก็มีความคิดขึ้นมาเอง มันก็เกาะกับความคิดของมันเอง ...จากลอย...ก็มาเกาะกับความคิด

แล้วเดี๋ยวก็มีความเห็นขึ้นมา มันก็เกาะกับความเห็น ปรุงแต่งต่อเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึก ดี-ร้าย ถูก-ผิด คุณ-โทษ ...เนี่ย คือธรรมชาติของปุถุชน ปุถุจิต

หรือแม้แต่เป็นนักภาวนาด้วยซ้ำ เอ้า พวกนักดูจิตดูอะไรนี่ แล้วก็ไปเอาล่อเอาเถิดกับมัน ...มันเหมือนกับไปอยู่ในความเลื่อนลอยเคว้งคว้างน่ะ

เนี่ย ที่ว่ามันทิ้งรากฐานของกาย มันทิ้งรากฐานของศีล ...นี่ มันทิ้งรากฐานของปัจจุบันขันธ์น่ะ

เพราะนั้นเมื่อมีสติมากำหนดระลึกรู้อยู่กับกาย  มันก็เหมือนกับคอยหน่วงคอยถ่วงไว้...ถ่วงจิตไว้ ไม่ให้มันล่องลอยออก ...มันก็เกิดภาวะหนักแน่นในกายขึ้น มันก็เกิดภาวะจิตนี่หนักแน่นขึ้น

ไอ้คำว่าหนักแน่นขึ้นนี่ ก็คือความหมายว่ามันมั่นคงอยู่ในกาย  มันมีน้ำหนัก มันมีน้ำหนัก...ด้วยอำนาจของสตินี่ มันน้อมกลับๆ มันก็ทิ้งน้ำหนักลงมา จิตมันก็หนัก...ไม่เบา ไม่ลอย

นี่คือสมาธิ นี่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ...กายก็หนัก ไม่ขาด ไม่ลุ่ย ไม่หาย ไม่ล่องลอยกระจัดกระจายแบบไม่รู้หายไปไหน ...นี่ ฐานนะนี่ กายก็เป็นฐาน ใจก็เป็นฐาน 

ไม่ใช่ไปล่องลอยอยู่ในกายที่จับต้องไม่ได้คือกายสังขาร ...ซึ่งไอ้กายสังขารนี่คือกายอเนกอนันต์ มีนับไม่ถ้วน มีทุกแง่มุม 

แล้วมันไม่ใช่กายของมันเองอย่างเดียว มันมีกายคนอื่นด้วยแทรกขึ้นมาอีก ปะปนกันอยู่นั่นน่ะ เป็นล้านๆๆ กายเลย

มันก็เลยเกิดภาวะความมีความเป็นล้านๆๆ เรื่อง เล็กใหญ่น้อยบ้างกระจัดกระจายเต็มไปหมด ...เกิดความเศร้าหมอง มีแต่เราๆๆ มีแต่เขา มีแต่เรามีแต่เขาอยู่ในกายที่เป็นกายสังขารนั่น

นี่คือผลของการที่มันไม่รวมกายให้เป็นหนึ่ง ไม่มีศีล ...ท่านถึงบอกว่าไม่มีศีลแล้วจิตเศร้าหมอง

เพราะมันไปสร้างกายใหม่ มันไปสร้าง "เรา" อยู่ในกายใหม่ขึ้นมา นับไม่ถ้วน ...ดี-ร้าย ถูก-ผิด เป็นคุณ-เป็นโทษ เป็นสุข-เป็นทุกข์ อยู่ในนั้นน่ะ

นี่เรียกว่าการภาวนาแบบไม่เห็นคุณค่าของศีล ไม่อยู่ในองค์ในกรอบของศีล ...พอไปเจอกายไหนจิตไหน มันตกอยู่ในอารมณ์ไหนอารมณ์หนึ่ง ก็ไปเกาะ ไปผูกไว้ให้เที่ยง ...นี่ มันชอบน่ะ

พอเขาแสดงความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง...ก็ทุกข์แล้ว ...นี่ พอเริ่มปฏิบัติในแง่มุมของการปฏิบัติก็ไปเที่ยวทำให้มันไม่มีอะไร ให้มันดับ

สุดท้ายความดับก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็เกิด ...ก็พยายามจะทำให้มันดับตลอดเวลา นั่นแหละดูให้มันดับตลอดเวลา ดูจิตให้มันดับ ไม่มีอะไร 

เห็นมั้ย พอดูจิตดับไม่มีอะไร มันจะรู้สึกเลยว่าได้ผล ...มีเราเข้าไปเป็นผู้ได้ผล มีความดับ ไม่มีจิตที่มีความคิด ไม่มีอารมณ์ ว่างหมด มีเราสบายเลย ...ไม่รู้จักรึไง สักกายเต็มๆ อยู่นี่น่ะ

หรือถ้าเป็นในแง่สมถะก็พยายามหาอุบายกำหนด...ให้จิตมันเกิดภาวะสงบ แล้วก็มีอารมณ์สงบ...ก็ยึดความสงบ ให้เที่ยงอยู่อย่างนั้น

ทุกอย่างที่พูดมานี่ มันล้วนแต่ออกนอกศีลหมด เป็นการภาวนานอกกรอบ เป็นการภาวนานอกขันธ์ เป็นการหาความรู้ความเห็น หามรรคหาผลนอกขันธ์ นอกปัจจุบัน นอกศีล นอกสมาธิ นอกปัญญา

พวกนี้เป็นมิจฉาหมด มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาปัญญาหมด …แต่ก็ยังเห่อเหิมกันในสภาวะ..ว่าดี ว่าเลิศ ...ก็รับรองกันไป ก็รับรองกันมา

มันพาให้ปั่นป่วนในธรรม ในความเป็นจริงของธรรม ในความเป็นจริงของขันธ์ ในความเป็นจริงของมรรค ในความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญา

กลายเป็นภาวนาเพื่อให้ได้อะไรๆ  ต้องให้ได้อะไรที่มันเหมือนกับที่เขาได้ หรือที่เชื่อกัน  ถ้าได้อย่างนี้แล้วจะได้ผลเป็นระดับนี้ระดับนั้น ...บ้ากันใหญ่ บ้าธรรมกันใหญ่ บ้าผลน่ะ


(ต่อแทร็ก 12/27)




แทร็ก 12/26 (1)



พระอาจารย์
12/26 (561111A)
11 พฤศจิกายน 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ไปภาวนาให้มันวุ่นวี่วุ่นวาย จับต้นชนปลายกันไม่ถูก ...ไม่รู้ไปภาวนาหรือไปทำขึ้นมา 

มันไปพยายามภาวนาหา พยายามภาวนาทำกัน ...จะไปทำให้ได้ ไปทำให้เกิดอะไรในขันธ์ขึ้นมา ...ซึ่งต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ไม่เหมือนกัน

การภาวนานี่ เป้าหมายหลักของการภาวนานี่...คือทำความรู้แจ้งในขันธ์ ...ไม่ได้ไปทำอะไรขึ้นมาใหม่

แต่มันจะไปหาอะไรที่ดีกว่าความเป็นไปในขันธ์ การปรากฏอยู่ในขันธ์ ....ทั้งๆ ที่ว่ามันอยู่กับขันธ์ห้ามันยังไม่รู้จักขันธ์ห้าเลย  มันเกิดมามีชีวิตกระทั่งตายไปพร้อมขันธ์ห้า มันยังไม่รู้จักขันธ์ห้าเลย

พอมาภาวนาก็พยายามไปค้นไปหาสภาวะ...สภาวะอารมณ์ สภาวะจิต สภาวธรรม อะไรก็ตามที่มันนอกเหนือขันธ์ห้า ...มันจึงมีความเห็นต่าง เพราะว่าผลมันไปทำให้มันต่างกันไปตามวิธีการปฏิบัติ

ผลที่ได้มันก็เลยเกิดความไม่รวมเป็นอันเดียวกันได้ ความเห็นจึงไม่เห็นตรงเห็นชอบในสิ่งเดียวกัน ไม่เป็นความเห็นเดียวกันที่เป็นสัมมาทิฏฐิ

การเรียนรู้...ก็เรียกว่าการภาวนา  เป็นการเรียนรู้ขันธ์ห้า เป็นการทำความเข้าใจในขันธ์ห้า เป็นการทำความชัดเจนในขันธ์ห้า ...ซึ่งขันธ์ห้ามันมีตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต

เริ่มต้นน่ะ...ไม่มีปัญญา ไม่มีสมาธิ ...ยังไม่มีปัญญา ปัญญาน้อย ปัญญาอ่อนอยู่ ...มันจะไปทำความรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ส่วนละเอียดส่วนประณีตได้ยังไง

สติน้อย ปัญญาน้อย ...มันก็ต้องเริ่มไต่เต้าขึ้นมาจากปัญญาขั้นหยาบ กับขันธ์ขั้นหยาบ …แล้วแค่ขันธ์หยาบยังเห็นไม่รอบ เห็นไม่ตลอด จะไปทำความรู้จักรู้จริงกับขันธ์ละเอียด ...ถึงโดนกิเลสหลอกหมด

ปัญญาเท่าหางอึ่ง แต่จะไปพิจารณาขันธ์ในส่วนละเอียด เข้าไปรู้เข้าไปเห็น หาความเป็นจริงในขันธ์ส่วนละเอียด ...มันไม่มีทางเกิดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงได้

มันต้องค่อยๆ สะสมปัญญาไปตามลำดับขั้น ก็ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียดขึ้นไป ...โดยเบื้องต้นมันก็ต้องเริ่มจากที่กาย...กายเป็นส่วนที่หยาบ ใครๆ เขาก็รู้ว่ากายนี่หยาบสุด

แต่ของหยาบที่ว่าหยาบๆ อย่างกายนี่ แล้วมันเมินหน้าหนี ...มันบอกว่าง่ายเกินไป มันบอกว่าปัญญาน้อยเกินไป กับการพิจารณากาย การรู้อยู่กับกาย การเห็นอยู่กับกาย

เดี๋ยวก็กลัวจะติดข้อง กลัวจะช้า กลัวจะเสียเวลา ...แล้วก็จะไปหาอันนู้นอันนี้มาเป็นเครื่องพิจารณา มาเป็นเครื่องกำหนดรู้ เพิ่มพูนสติปัญญา

ก็แค่หยาบๆ นี่ ...หยาบยังไม่รู้เลย หยาบยังไม่แจ้งเลย ยังไม่เห็นโดยตลอดเลย ...มันยังไม่เห็นกายตามความเป็นจริงเลย มันจะไปเห็นอะไร

เพราะนั้น ถ้ามันเริ่มต้นไปถูกที่ ถูกทาง ถูกฐานแล้วนี่ ...มรรคมันก็เป็นไปตามขั้นตอน  มันก็เรียนรู้ขันธ์ไปตามหยาบ กลาง ละเอียด ...ค่อยๆ ลึกซึ้งเข้าใจไป

ถ้ายังไม่รู้แจ้ง ถ้ายังไม่เห็นจริงในกาย หรือยังไม่หมดความหมายมั่นในกาย ยังล้างมิจฉาทิฏฐิในกายออกไม่ได้นี่ ...อย่าไปทำที่อื่น 

อย่าคิดว่าไปทำที่อื่นมันจะเร็วกว่า ช่วยได้มากกว่า หรือทำให้เข้าใจในกายได้มากขึ้น ...ไม่มีทาง

มันต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ อยู่อย่างนี้  วนเวียนอยู่ที่นี้...ที่กายนี่ ...ไม่ไปที่อื่น ไม่ไปหาความรู้ความเห็นที่อื่น ไม่ไปหาความเป็นจริงที่อื่น ส่วนอื่นของขันธ์

ถ้ามุมานะแล้วก็เพียรพยายามซ้ำซาก รู้เห็นซ้ำซากลงไปในกายก้อนเดียวนี่ ...เอาจนกว่ามันจะแจ้ง เอาจนกว่ามันจะชัด เอาจนกว่ามันจะคลายออกจากความสงสัย...ว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเราอย่างไร 

เรียกว่าในทุกแง่ทุกมุมของกาย ในทุกองคาพยพ ในทุกการปรากฏ ในทุกลักษณะอาการ ...จนมันไม่ยึด จนมันไม่ถือ จนมันไม่ติด จนมันไม่เข้าไปข้องกับกายแล้ว

นั่นน่ะ การเรียนรู้ในขันธ์ละเอียด ส่วนประณีต ส่วนสุดประณีต มันก็ค่อยๆ เรียนต่อไปตามลำดับ ...ไม่งั้นน่ะ มันเป็นการภาวนาแบบมักง่าย เอาแต่สะดวก เอาแต่เร็ว เอาแต่ปัญญา 

แต่มันกลับละเลย เพิกเฉย ต่อความเป็นจริงของกาย ต่อความปรากฏขึ้นของกาย ...ซึ่งเป็นสิ่งที่ว่ามันยังยึดมั่นถือมั่นในความเป็นกายเรา ตัวเรา...อย่างเหนียวแน่น แนบแน่น 

มันยึดมั่นแม้กระทั่งชื่อ กระทั่งเสียง กระทั่งหน้าตา กระทั่งความเป็นหญิงเป็นชาย กระทั่งความเป็นสัตว์บุคคลน่ะ ...แต่มันกลับละเลย ภาวนาแบบละเลย 

นี่ โดยไปประมาทกาย นี้คือมันไปปรามาสศีล ...และการภาวนาที่ปรามาสศีลน่ะ หรือล่วงเกินศีลโดยที่ไม่รู้ตัว หรือไม่รู้จักว่าศีลคืออะไรอยู่ที่ไหนนี่

มันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่ามรรคสมังคีได้อย่างไร มันจะเกิดความที่ว่าสมดุลในศีลสมาธิปัญญาเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร แล้วมันจึงจะเกิดสภาวะที่เรียกว่าเป็นมรรคปหานได้อย่างไร...ไม่มีทาง

เพราะนั้น จะมาเอาส่วนอื่น จะมาเอาอุบายอื่น จะมาเอาลักษณะอาการอื่นมาเป็นที่ตั้ง ที่เริ่มต้น...ไม่ได้  ...เพราะกายนี้ศีลนี้ มันเป็นปากทางของมรรค

ถ้าไม่เริ่มต้นตรงนี้ ถ้าไม่เริ่มต้นที่กาย ไม่เริ่มต้นจากศีลเป็นรากฐานนี่ ...มันหาที่จบไม่ได้ในขันธ์ มันหาที่สิ้นสุดในขันธ์ไม่ได้

จะภาวนาดี ภาวนาเก่ง จิตจะดี จิตจะเก่งขนาดไหนก็ไปไม่รอด ...สุดท้ายตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ เป็นคนใหม่อีก

เพราะไม่รู้จักองค์ประกอบของความเป็นคน องค์ประกอบของความเป็นกาย องค์ประกอบของความเป็นธาตุมหาภูตรูปเลย

เพราะว่ามัวแต่ไปภาวนาหามรรคหาผลในที่ไหนก็ไม่รู้ ...ในจิตบ้าง ในเวทนาบ้าง ในกิเลส ละกิเลส อะไรมากมายก่ายกอง

แต่กลับละเลยเพิกเฉยในความเป็นกายที่มันดำรงคงอยู่ รวมตัวกันปรากฏขึ้นเป็นลักษณะรูป ลักษณะนาม สมมุติว่าคน สมมุติว่าสัตว์ สมมุติว่าชาย สมมุติว่าหญิง

นี่มันไม่รู้จัก ไม่แยบคาย ไม่มีปัญญา ไม่รู้แจ้ง ไม่เห็นจริง...ในความเป็นเพียงแค่สภาวะธาตุสภาวธรรมหนึ่ง

แค่รู้พอจำ หรือว่าแค่รู้พออ่านมา หรือว่าแค่รู้ตามแบบคิดเอาประเดี๋ยวประด๋าวนี่ มันไม่ใช่... ไม่ใช่ว่ามันจะเข้าใจลุล่วงในกายโดยตลอด

กิเลสอวิชชาอาสวะ ความยึดมั่นถือมั่นในกาย ในตัวตนของกายนี่...ที่เป็นเรา ที่เป็นสัตว์บุคคล ...มันเหนียวแน่นมากกว่านั้น

การคิดการวิเคราะห์เอาแบบลวกๆ อ่านเอาแล้วก็ว่าเข้าใจแล้วว่ากายเป็นธาตุ แล้วก็ว่าพอแล้ว ...นี่มันไม่ได้เข้าไปแตะต้องได้ถึงกิเลสอาสวะในส่วนของกายเลย

มันไม่ได้ละเลิกเพิกถอนอะไรเลย นะ มันไม่สามารถที่จะเข้าไปลบล้างความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นกายของเราได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะนั้นมันจะมาอาศัยแค่สุตตะ จินตา แบบลวกๆ  นึกเอา คิดเอา อ่านเอา ฟังเอา แล้วว่าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องพิจารณากายแล้ว เข้าใจแล้วว่าเป็นธาตุ ไปทำส่วนอื่นแทน ...นี่ มักง่าย

ปัญญาที่มันจะเข้าไปละเลิกเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่น กิเลสอาสวะความไม่รู้นี่ ...มันต้องเป็นปัญญาระดับที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา คือปัญญาในระดับที่เรียกว่าเป็นญาณทัสสนะ

มันจึงจะเข้าไปละเลิกเพิกถอน สิ่งที่มันสร้าง...อวิชชานี่มันมาสร้างปกคลุมไว้ ...ให้มันจางคลายกระจัดกระจายออกไป ปัดเป่าออกไป คลี่คลายออกไป

จนมันเห็นด้วยตัวของมันเอง...ถึงเนื้อแท้ ธรรมแท้ ธาตุแท้ของกาย ...ด้วยดวงจิตผู้ไม่รู้นั่นแหละ...ให้มันรู้ซะ

ให้ “เรา” มันรู้จักซะมั่ง ว่ากายที่มันคิดว่าเป็นเราๆ นี่ ...ให้ “เรา” มันเห็นซะบ้าง ว่ามันยึดอะไร มันยึดตรงไหน มันยึดทำไม ...ให้มันเห็น ...จนมันจำนนต่อหลักฐานความเป็นจริงที่ปรากฏ 

มันจึงจะยอมปล่อย ยอมคลาย ยอมถอยห่างออกมา ยอมออกจากความหมายมั่นยึดมั่นถือมั่น ...จนถึงขั้นที่ว่าไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไปโดยเด็ดขาด

ไม่งั้นจะมากี่ครั้ง จะมากี่หน จะมากี่รอบ เราก็จะพูดแต่เรื่องกาย ...เพราะเรายังไม่เห็นใครข้ามกายได้สักคน ...ยังไม่เห็นคนที่มาฟังนี่ แล้วแจ้งในกาย จนละทิ้งกาย ความหมายมั่นในกายได้สักคน

เพราะนั้น อย่าเบื่อที่มาทุกครั้งเราก็จะพูดแต่เรื่องกาย ...เพราะมันยังไม่มีใครละกายได้เลยจริงๆ

เพราะอะไร ...เพราะมันมัวแต่ไปทำเล่น กำหนดรู้กำหนดเห็นเล่นๆ ไป ...มันไม่จริง มันก็เลยไม่เห็น มันเลยไม่สามารถหยั่งเข้าไปถึงความเป็นจริงของความเป็นก้อนกายนี้

ที่เป็นแค่ก้อนศีล ก้อนธาตุ ก้อนธรรม ก้อนทุกข์ ก้อนเวทนา ก้อนอนิจจัง ก้อนทุกขัง ก้อนอนัตตา นี่คือธาตุแท้ของมัน ...ไม่มีความเป็นก้อนเราของเราตรงไหนที่ใดที่หนึ่งเลย

ใครเขาว่าภาวนาอย่างนั้นดี ใครเขาว่าภาวนาอย่างนั้นเร็ว  ก็อย่าไปเห่อเหิมตามกันไป ...ถ้ายังรู้กายไม่ได้ รู้กายไม่ทั่ว รู้กายไม่ตลอด เห็นกายไม่ทั่ว เห็นกายไม่ตลอดนี่...อย่าออก อย่าหนี

ให้วนเวียนอยู่ในก้อนกองนี้ ...อย่าไปจมโข่งอยู่กับการค้นหาสภาพธรรมสภาวธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้ง ประณีตอะไรเลย


กายก้อนแค่นี้...ยังดูไม่ตลอด ยังรู้ไม่ต่อเนื่อง ยังเห็นไม่ต่อเนื่อง ...มันไม่มีทางที่จะเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่นในกายได้เลย นะ


(ต่อแทร็ก 12/26  ช่วง 2)