วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/30


พระอาจารย์
12/30 (561216B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 ธันวาคม 2556


พระอาจารย์ –  เพราะนั้น การที่จะล้างไฟที่มันหุ้มใจที่สงบเย็นระงับโดยธรรมชาติ

โดยที่ไม่ต้องทำ มันเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องทำ ...ใจมันเย็นอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปทำให้มันเย็น ไม่ต้องทำให้มันสงบ มันก็สงบในตัวของมันอยู่แล้ว นี่คือความสงบที่แท้จริงของใจ 

แต่พวกเรายังเข้าไม่ถึงความสงบที่แท้จริงของใจ เรายังอยู่แค่ความสงบของอารมณ์..ที่จิตเราสร้างขึ้นมา ...มันคนละสงบ มันคนละตัวกัน 

เพราะนั้น การที่มันจะเข้าสู่ความสงบที่แท้จริง คือเข้าถึงใจ เข้าถึงธาตุรู้ ...เวลาจะเข้าสู่ธาตุรู้ มันก็ต้องเอาไอ้สิ่งที่มันห่อหุ้มธาตุรู้นี้ออก คือแหวกกองไฟนี้ออก หรือทำให้มันไม่โหมไหม้ด้วยการไปสุมเชื้อเพลิงไว้ ไฟมันก็ไม่โรยรา

แต่ว่าเมื่อใดถ้ามันทำให้ไฟนี่มันโรยราลง เย็นลง หรือสงบลง  ซึ่งอย่างแรกเลยก็คือการไม่เติมเชื้อเพลิง...ไฟมันก็ค่อยๆ ราลง ซาลง ...ความเย็นมันก็จะออกมาเองน่ะ

เมื่อใดไฟมันมอด หรือว่าไม่ลุกไหม้น่ะ แล้วมันหุ้มอยู่กับของเย็น...ซึ่งไฟนี่กับใจที่มันเป็นธรรมชาติรู้ธรรมชาติเห็น ธาตุรู้ธาตุเห็นนี่คือมันไม่มีอะไรที่จะไปข้องแวะเกาะเกี่ยวได้

ไฟมันก็ไม่สามารถทำให้ความเย็นของใจนี่ หรือธรรมชาติของใจนี่แปรปรวน หรือว่าเกิดความร้อนขึ้นมาได้เลย ไม่สามารถไปสร้างอุณหภูมิของธาตุรู้นี่ให้มันเหมือนกับไฟได้เลย

เพราะนั้นธาตุรู้...คือนี่เป็นธาตุจำเพาะเลย เป็นธาตุบริสุทธิ์ หรือเป็นธาตุที่เรียกว่า อสังขตธาตุ อสังขตธรรม คือไม่สามารถมีอะไรมาปรุงแต่งร่วมกับมันได้เลย

เมื่อไฟที่มันหุ้มใจไว้นี่มันเริ่มราออก ...ความเป็นธาตุที่ไม่มีประมาณ อานุภาพของใจไม่มีประมาณ พลานุภาพของใจไม่มีประมาณ  มันก็แสดงความเย็นออกมาในระดับหนึ่ง เย็นกายเย็นใจ

เพราะนั้นไอ้ตัวปัญญานี่เอง ที่มันเข้าไป...เหมือนน้ำเย็นที่มันเข้าไปราดรดไฟกิเลสที่มันห่อหุ้มใจไว้ ให้มันเบา ให้มันโรยรา ...ซึ่งต่างจากความสงบที่ทำขึ้นน่ะ ที่ว่าเหมือนน้ำแข็งที่มันอยู่บนไฟน่ะ

อันนั้นมันไม่สามารถจะเข้าถึงน้ำที่จะเข้ามาราดรดสยบความร้อนของกิเลสได้ ...เพราะอานิสงส์ของศีลสมาธิปัญญามันต่างกัน มันได้คนละระดับกัน มันคนละเหตุปัจจัยกัน

เพราะนั้นอานิสงส์ของสมาธิ...ซึ่งยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ เรียกว่าเป็นสมาธิแบบโมหะหรือว่าเป็นมิจฉานี่ ...มันไม่ได้เป็นการที่จะเข้าไปทำให้ความเร่าร้อนของอวิชชาตัณหาอุปาทานนี่ ให้เสื่อมถอยจางคลายเลย

มันแค่บังไว้ๆๆ ...แล้วพอมันหมดกำลังเมื่อไหร่ ไฟก็ลุกแรงเท่าเก่า ...ซึ่งมันต่างจากปัญญา  ถ้าปัญญานี่ มันไม่แค่บัง มันเข้าไป...เหมือนเป็นน้ำที่เข้าไปสอดกองไฟนั่นเลย

เมื่อใดที่จิตมันฉลาดขึ้นด้วยปัญญา เมื่อนั้นน่ะ จิตดวงนั้นน่ะ หรือว่าจิตผู้รู้นั้นน่ะ มันก็จะไม่ไปก่อไฟหรือเพิ่มความร้อนให้ไฟด้วยการหาเชื้อเพลิงมาเติม ...นั่นน่ะคือมันมีปัญญาในตัวของมันเอง

ในเบื้องต้นในเบื้องแรก มันก็จะรู้ด้วยปัญญาในตัวของมันเองว่า...ถ้าออกนอกนี้ไปเป็นทุกข์ ออกจากกายใจนี้เป็นทุกข์ ลืมเนื้อลืมตัวเป็นทุกข์ ...นี่เรียกว่ามันจะรู้ตัวมันก่อน 

มันก็ฉลาดขึ้นด้วยตัวของมันเองว่า...เมื่อใดที่จิตหลงใหลเผลอเพลิน เมื่อใดที่ปล่อยให้จิตมันลอย คิดไปข้างหน้าข้างหลังนี่ มันจะเห็น มันจะรู้ด้วยตัวของมันเองเลยว่า เนี่ย เป็นทุกข์ จะเป็นทุกข์มากขึ้น

นั่นแหละ มันก็เห็นแล้วว่า การที่จิตมันออกนอกกายใจปัจจุบันไปนี่ มันก็คือการเอาเชื้อเพลิงนี่มาสุม ให้กิเลสมันเกิดความเร่าร้อนอยู่ภายในมากขึ้น มันก็เห็นว่า...เนี่ย เป็นเหตุ

จิตออกนอกกายใจปัจจุบันไปนี่ ออกนอกรู้ ออกนอกกายในปัจจุบันนี่ มันเป็นเหตุหรือมันเป็นสมุทัย ให้เกิดทุกข์ ...คือจิตเรานี่ มันจะไปหาเชื้อเพลิงมาเผาให้เกิดความเร่าร้อนอยู่ภายใน

เมื่อมันเห็นว่าอาการเหล่านี้ มันเป็นสมุทัย หรือว่ามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในเบื้องต้น มันก็ละในตัวของมันเอง มันก็ละสมุทัยตรงนั้นน่ะ...ด้วยการที่ไม่ไป ไม่ไปคิด

ไม่ปล่อยให้มันคิดออกไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนหลงลืมกายใจปัจจุบัน ...มันก็ละสมุทัยตรงนี้ สละออกซึ่งความคิด ซึ่งความอยากคิด สละออก ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวนั้นเรื่องราวคนนี้

สละออกซึ่งความอยากรู้ไปในอดีต อยากรู้ไปในอนาคต มันก็สละออก ...สมุทัยระดับต้นๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์มันก็ค่อยๆ บรรเทาความเร่าร้อนภายใน คือจิตเราที่เป็นทุกข์กับทุกเรื่องน่ะ

เมื่อมันบรรเทาจากทุกข์ภายนอก ที่เกิดจากจิตที่มันไหลหลงเผลอเพลินออกไป ความบรรเทาทุกข์ในระดับนึงก็เกิดขึ้น ความเร่าร้อนภายในก็น้อยลงไป

แล้วมันก็จะรู้เห็นภายในด้วยตัวของมันเองว่า...ยังไม่พอ เพราะว่าไฟมันยังไม่ดับจนถึงสนิท ...มันก็จะมาสืบค้นความเป็นจริงว่า...ทำไมไฟมันยังลุก ขนาดว่าจิตไม่ส่งออกแล้ว

ก็รู้ว่านั่งอยู่นี่ ก็รู้กายอยู่ แล้วก็รู้ว่ายืนเดินนั่งนอนอยู่กับกายนี่  แต่..เอ๊ ทำไมมันยังมีทุกข์ ยังเป็นเราทุกข์อยู่ในการเดิน การยืน การนั่งในปัจจุบัน 

คือเราอดีต เราอนาคต มันไม่มีแล้ว มันไม่ไป เพราะจิตมันหยุด มันรู้อยู่จำเพาะปัจจุบันกาย ...แต่ในปัจจุบันกายก็ยังมีเรายืนเดินนั่งนอนอยู่ ก็ยังรู้สึกว่าเป็นทุกข์กับกายนี้อยู่อีก...ในกายปัจจุบัน

นี่ มันไม่ได้ไปทุกข์ในกายข้างหน้าข้างหลังแล้ว ไม่ได้ไปทุกข์กับกายคนอื่นสักเท่าไหร่แล้ว บรรเทาตรงนั้นไปแล้ว …มันก็เข้าไปเห็นเหตุเป็นเราในปัจจุบันนั้นอีก

ว่านี่ๆ เพราะว่าเป็นเรากับปัจจุบันกายนี้เอง ยังมีทุกข์อยู่ ยังเป็นไฟอยู่ ยังเร่าร้อนอยู่ ...มันก็จะไปละสมุทัยภายในปัจจุบัน ด้วยการเข้าใจว่า...มันเป็น "เรา" ได้อย่างไร

ไอ้ตัว "เรา" นี่แหละคือเหตุ มันยังไปหมายกายนี้เป็นเราในปัจจุบันอยู่ได้อย่างไร ...มันก็จะเห็นว่าไอ้ตัวไปหมายกายในปัจจุบันเป็นเราน่ะ เป็นเหตุให้มันเกิดความเร่าร้อน

นี่ มันก็เริ่มเห็นสมุทัย ว่าเกิดจากจุดนี้ นี่ จิตมันก็ค่อยๆ ฉลาดขึ้นอย่างนี้ ...แต่ตอนนี้ยังโง่ เราก็พาจูงไปก่อน

เมื่อมันเห็นว่า อ๋อ ไอ้เราที่นั่ง ไอ้เราที่ยืน ในปัจจุบันนี่ มันเป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อนในกาย เพราะมันไปหมายว่ากายนี้ยังเป็นของเราอยู่ มันก็จะเข้าไปแก้ที่เหตุนี้อีก ด้วยปัญญาอีก

มันก็เกิดการเข้าไปสร้างปัญญา สร้างความฉลาดของจิตขึ้น ด้วยการที่ให้มันเห็น...ว่ามันเป็นเราตรงไหน ในอาการของกายที่มันปรากฏอยู่จริงๆ นี้ 

มันก็ตามรู้ ตามดู ตามเห็น อากัปกริยาของกาย พฤติกรรมของกาย ลักษณะอาการของกายเมื่อถูกกระทบนั้นกระทบนี้ 

หรือไม่มีอะไรกระทบมันชัดเจน มันก็มีลักษณะเป็นก้อนเป็นกอง เป็นทึบ เป็นหนา เป็นหนัก เป็นเบา เป็นอุ่น เป็นร้อน

เอ๊ มันก็ดู สังเกต แยบคายดูในความปรากฏของลักษณะกายที่เป็นความรู้สึกบ้าง เป็นธาตุบ้าง  มันก็สังเกตดูแล้วสังเกตดูอีก...ด้วยจิตที่มันตั้งมั่น เป็นกลางอยู่นั้น

มันก็ไม่เห็นว่ามันเป็นเราตรงไหน ณ ที่ในอาการตรงนั้น …เนี่ย ปัญญามันเข้าไปละเหตุ ละเหตุแห่งสมุทัย ที่ให้เกิดความเป็นเราในกาย

เห็นมั้ยว่าสมุทัยน่ะมันมีหลายตัว มันมีหลายขั้น มันมีหลายชั้น กว่าที่มันจะเข้ามาถึง 

พอมันเข้าไปละหรือสมมุติว่ามันเห็นจนรอบ จนตลอดทุกอากัปกริยา ทุกการปรากฏ ทุกลักษณะอาการของกาย ต่อเนื่องไม่ขาดสาย แล้วมันละสมุทัยตัวนี้ได้ 

คือไม่เห็นว่ามันเป็นเราตรงไหนเลย ยอมรับ ยอมรับโดยสิ้นเชิง ...ตรงนี้ มันจะเห็นเลย สมุทัยที่ละตรงนี้ ละสมุทัยตรงนี้ได้ ไฟนี่ ที่มันไหม้ท่วมโลกนี่ ...ที่เราพูดนี่ ไอ้ไฟร้อนๆ นี่ ไม่ใช่ไฟธรรมดานะ

ไฟกิเลสนี่ที่มันท่วมสองโลกน่ะ คือกามภพกับรูปภพ ...กามภพนี่หมายถึงโลกทั้งโลกนี่ แล้วก็สิ่งที่อยู่ในโลกที่มองเห็นรับรู้สัมผัสได้ นี่เรียกกามภพ กามคุณ ๕

รวมทั้งรูปภพ คือภพที่อยู่ในจิตปรุงแต่งนึกคิด เป็นรูปภาพ รูปคน วัตถุ รวมทั้งรูปตัวมันเองคือรูปกาย นี่ ไฟนี่มันไหม้สองภพนี่ ไอ้ที่ว่าความร้อนนี่ของอวิชชาตัณหานี่ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ

แต่พอมาถึงว่า ดูโดยตลอด เห็นโดยตลอด ว่ากายนี้หาความเป็นเราไม่ได้เลย แม้แต่อณูธาตุอณูหนึ่ง ผลคืออะไร ไฟที่ลุกท่วมสองโลกนี่ดับ...ดับแบบจุดไม่ติด

คือดับสนิท...สองโลก ดับสนิทแค่สองโลกนะ สองโลกนี่ก่อน ...เพราะโลกมันมีสามโลก คือยังมีอรูปโลก อรูปภพอีก นี่ มันดับสนิทแค่สองโลก

หมายความว่า เอาเชื้อเพลิงอะไรมาเติมมาโยนไปในที่ที่มันเคยลุกเคยไหม้เป็นไฟเร่าร้อนนี่ ไม่ไหม้แล้ว ไม่เป็นเชื้อแล้ว อะไรเป็นเชื้อ รูป..รูปผู้หญิงผู้ชาย รูปวัตถุข้าวของ เสียงที่ได้ยิน

การปรากฏของกายเย็นร้อนอ่อนแข็ง ปวดเมื่อยฉีกขาดเน่าเปื่อยแตกพังตาย นี่พวกนี้จุดไม่ติดแล้ว มันเกิดอย่างนี้มันก็ไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิง มันก็กลายเป็นเชื้อเพลิงดิบๆ

มันไม่ติด มันไม่ติดไฟ...ที่เป็นเชื้อของอวิชชาที่มันเป็นไฟน่ะ ที่มันคอยจะไหม้เชื้อเหล่านี้ มันก็ไม่ไหม้แล้ว …เมื่อไม่ไหม้ ก็ไม่มีแผ่รังสีความร้อนออกมาเป็นสุขเป็นทุกข์ของเรา

ถ้ามันละสมุทัยหรือว่าเหตุของทุกข์นี่ ในกายในขันธ์นี่ ได้ในระดับที่ละกายได้ หมายความว่าไฟที่มันลุกท่วมสองโลกนี่ มอด ...แต่ยังเหลืออีกโลกหนึ่ง อันนี่เป็นไฟเย็น 

มันไม่ได้ไหม้อย่างที่เราทุกข์กันอย่างนี้หรอก มันเป็นไฟเย็น มันมีความไม่เร่าร้อน ไม่ร้อนหรอก มันอบอุ่นดี เออ ไอ้ความอบอุ่นดีนี่ เหมือนกับเราอยู่หน้าหนาวแล้วไปผิงไฟอย่างนี้ สบายดีมั้ย 

อือ แล้วกูจะละทำไมวะ มันอบอุ่นดี ...นี่ ละยากนะ ว่ามันอบอุ่นนะ ก็ยังเป็นไฟอยู่นะ แต่มันอบอุ่นดีนี่ ...แต่ไม่ต้องกลัว ถึงขั้นนั้นแล้วมันวางใจได้แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก

แต่ไอ้ตอนนี้ต่างหากปัญหาเยอะ คือไอ้ไฟที่ลุกสองโลก...คือทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทบมานี่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางจิตคิดนึกปรุงแต่ง ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ทั้งสิ้นเลย

แบบหัวไม่วางหางไม่เว้นน่ะ ทุกลมหายใจเข้าออกเลย คือตั้งแต่เกิดยันตายน่ะ ...แล้วมันก็เผาไหม้ลนเหมือนเป็นการปิ้งย่างอยู่บนเตา อยู่ตลอดทั้งวัน จนตลอดชีวิตเลย

นั่งก็เดือดร้อน ยืนก็เดือดร้อน ไปที่นั้นนึกว่าจะสบายก็ยังมีทุกข์ตามมาในความคิดในความจำ ...ยังมีทุกข์ในอดีต ทุกข์ในอนาคตตามมาในทุกที่

ขนาดว่าไปอบรมจิตอยู่ในป่าแล้วนะ มันก็ยังไปไหม้อยู่ในป่านั่นน่ะ ...ตาก็ไม่ได้เห็น หูก็ไม่ได้ยิน ไอ้คนที่กูรัก ไอ้คนที่กูเกลียดก็ไม่ได้มาโผล่อยู่ตรงนั้น ก็ยังมีไปโผล่อยู่ในสัญญา

หน้าที่การงานก็ไม่ได้ทำ ก็ยังคิดอยู่ว่ากูจะต้องไปทำอะไรวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้อีก ...เนี่ย ไม่มีวาง ไม่มีว่าง ไม่มีเว้นเลย ความเร่าร้อนภายใน

เพราะอะไร เพราะมันยังมีไฟกิเลสที่มันลุกไหม้ ...แล้วด้วยความไม่รู้ของจิตเรานี่แหละ มันก็คอยเติมเชื้อเพลิงให้แบบไม่อิ่ม ไฟนี่ไม่อิ่มจากเชื้อเมื่อไหร่...ไม่มี

ใส่เข้าไปเหอะ ใส่เท่าไหร่ก็ไหม้เท่านั้นน่ะ ...แล้วถ้าไฟแบบไฟบรรลัยกัลป์ นี่หมายความว่า แม้แต่เหล็กมันยังไหม้เลย ละลายเลย ...นี่น่ะไฟกิเลส

แต่เราไม่รู้หรอก ความไม่รู้ของจิต ความไม่รู้ของเรานี่ ไม่รู้หรอกว่านี่เป็นไฟ นั่งอยู่กับไฟในใจ แล้วก็ทุกการทำพูดคิด ทุกการประกอบกริยาอาการ ล้วนแล้วแต่เป็นการเติมเชื้อไฟให้กิเลสตลอดเวลา

มันไม่รู้ถึงขนาดนี้นะจิต บางครั้งมันยังคิดว่าไอ้การเติมเชื้อเพลิงนี่เป็นความสุขอีก เป็นความสุขทางการเห็น เป็นความสุขทางการได้ยิน เป็นความสุขทางสัมผัส

มันไม่รู้แม้กระทั่งว่า...ไอ้เหล่านี้ที่ว่าความสุขที่มันไปเสพ ไปสร้างให้มันเกิดความเสวยขึ้นในตัวเราของเรานี่...ก็คือไฟ

เพราะนั้นกว่าที่มันจะเห็นสมุทัย แล้วก็เห็นเหตุสมุทัยที่แท้จริงคืออะไร แล้วก็เข้าไปละสมุทัยได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดน่ะ ...พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าต้องเจริญมรรค

เพราะนั้นการเจริญมรรคก็อย่างที่เราพูดนี่แหละ รู้ตัว กลับมารู้อยู่กับตัว บ่อยๆ ...เพราะนั้นมันจะบรรเทาทุกข์ได้ในระดับแรกเลย ก็คือจิตจะไม่ส่งออกนอกกายใจปัจจุบัน

นี่จะได้รับผลแห่งการเจริญมรรคในระดับต้น ระดับแรก ก็คือนิวรณ์ ๕ จะไม่เกิดมาก ...รู้จักนิวรณ์ ๕ ไหม ราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกุกจะ วิจิกิจฉา

นั่น มันจะบรรเทา คือจิตมันไม่ส่งออก นี่ มันบรรเทาด้วยอำนาจของศีล สมาธิ ...นี่สมาธิในชีวิตเลยนะนั่นน่ะ ไม่ใช่สมาธิตอนนั่งหลับตาหรือนั่งอยู่ในวัด หรือนั่งพุทโธอยู่

แต่มันเป็นสมาธิที่จิตมันอยู่กับเนื้อกับตัว จิตมันไม่ออกนอกเนื้อนอกตัว มันตั้งมั่นรวมตัวอยู่ภายใน มันรวบรวมจิตหลากหลาย มันรวบรวมจิตอเนกอนันต์ หลายดวง

ให้มันเหลือแค่ดวงเดียว คือดวงรู้ดวงเห็น กับสิ่งเดียวคือกายเดียว ...จากที่มันมีกายอเนกอนันต์นับไม่ถ้วนนี่ ก็ให้มีแค่กายเดียวคือกายปัจจุบัน กายก็เป็นหนึ่ง จิตก็เป็นหนึ่ง

นั่นแหละ สัมมาสมาธิ ที่บังเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่ในท่านั่งสมาธิ ไม่ใช่ในป่า ...นี่เรียกว่าบรรเทาแล้ว บรรเทาทุกข์ที่เกิดจากจิตส่งออกนอก

พอมันบรรเทา พอมันหยุด พอมันอยู่กับกาย ...ตรงนี้มันจะเข้าไปถึงสมุทัยตัวที่มันลึกซึ้งกว่านั้น คือความหมายมั่นว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นชาย กายนี้เป็นหญิง กายนี้สวย กายนี้ไม่งาม 

หรืือว่ากายนี้มีสถานะชื่อนั้นชื่อนี้ อายุเท่านั้นเท่านี้ อยู่ในสังคมระดับนั้นอยู่ในความรู้ระดับนี้ ...มันก็มาสืบค้นความเป็นจริงของกายในขณะที่มันไม่มีอะไรออกไปคิดปรุงแต่งเป็นกายหลากหลายนับไม่ถ้วน

เราถึงบอกว่าการเจริญกายคตาสติ หรือการเจริญสติกับกายปัจจุบันนี่ มันเกิดปัญญาพร้อมกันได้อย่างไร โดยไม่ต้องไปรอให้สงบก่อนเลย ...แม้แต่ตอนนั่งฟังนี่ ไม่ต้องมาฟังเราหรอก ดูกายเลย อยู่รู้กับตัวนั่นเลย

แล้วก็รู้สึกลงไปเลย ...มันก็จะเห็น..เห็นตัวของมันเอง ตัวกายตรงนี้มันก็ยังแสดงความเป็นจริงให้เห็นอยู่ตรงนี้เลย ไม่ใช่ต้องรอกลับไปก่อนจึงเห็น ...ตรงนี้ก็เห็น 

มันแสดงให้เห็น ก็เห็นกันเข้าไปสิ ก็รู้กันเข้าไปสิ ...นี่ ภาวนาไม่ต้องมาเลือกเวลาเลย ไม่ต้องฟังให้เข้าใจก่อนด้วย ฟังไปทำตามไปเลย...ตรงนี้เลย เดี๋ยวก็สำเร็จตรงนี้แหละ

ไอ้ที่มันไม่สำเร็จ เพราะมันฟังแล้วไปรอ ...ไปรอให้กลับบ้าน รอให้แก่ก่อน รอให้เกษียณก่อน แน่ะ รอให้ผัวตายเมียตายลูกเกิดก่อน ลูกไปเกิดไปทำงาน อะไรอย่างนี้


(ต่อแทร็ก 12/31)




วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/29 (2)


พระอาจารย์
12/29 (561216A)
16 ธันวาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  12/29  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  มันต้องรู้ให้ได้ตลอด...โดยเฉลี่ยทั้งวันน่ะ ...เช้ารู้ สายรู้ กลางวันรู้ เพลรู้ เที่ยงรู้ บ่ายรู้ บ่ายแก่ๆ รู้ เย็นรู้ หัวค่ำรู้ กลางคืนรู้ ดึกๆ รู้ นอนรู้ ตื่นรู้

เฉลี่ยให้มันได้ตลอดวัน อย่าให้มันทิ้งช่วง อย่าให้มันหายนาน อย่าให้มันห่างนาน ...นี่ ใส่ใจ มันต้องอาศัยความใส่ใจตั้งใจ ถ้ามันไม่ตั้งใจใส่ใจ มันก็ล่องลอย

หรือไม่มันก็ไปรอตอนเข้านอนก่อนนอน ค่อยทำสักทีหนึ่ง...ไม่พอยาไส้ เรียกว่าภาวนาอย่างนี้มันไม่พอยาไส้  มันภาวนา...เขาเรียกว่าภาวนาแบบผักชีโรยหน้า มันไม่เกิดมรรคเกิดผลได้หรอก

แต่การที่มันตั้งใจใส่ใจที่จะขวนขวายในการสร้างความรู้ตัวขึ้นมา จนมันเกิดความต่อเนื่อง ไม่ขาดสายเลย ...นี่ ยังไม่ต้องเอาถึงขั้นว่า เป็นเส้นตรงยาวเหยียดแทบไม่ขาดสาย 

แค่ขาดบ้างเล็กๆ น้อยๆ นี่ มันก็พอเห็นอะไรได้ลางๆ เห็นความเป็นจริงของกายนี่ แล้วก็เชื่อว่ากายเป็นอะไรตามความเป็นจริงแบบลางๆ ...นี่ แบบลางๆ นะ ไม่ใช่แบบเต็มตานะ

โอ้ย แบบลางๆ นี่ก็ดีตายล่ะ ...เพราะตอนนี้น่ะ มันมืดตึ้บเลย เหมือนคนตาบอด ...มันบัง กิเลส ความคิด ความจำ ภาษา บัญญัติ  มันบังความเป็นจริงของกายไป

เหมือนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินน่ะ ให้มันเห็นเลือนลางๆ  ปัญญามันเข้าไปเห็นกายเลือนลางๆ ว่าความเป็นจริงมันคืออะไร ...นี่ แค่นี้มันก็มีกำลังใจขึ้นมาเป็นก่ายเป็นกองแล้ว

แต่ว่ามันอยู่ที่ว่าการใส่ใจขวนขวายในการสร้างสติความรู้ตัว จนเป็นนิสัยน่ะ จนมันเป็นความคุ้นเคยอย่างใหม่ ไม่ใช่ความคุ้นเคยอย่างเดิม ...ถ้าคุ้นเคยอย่างเดิมมันเป็นอำนาจของกิเลส

ลุกยืนเดินนั่งนอน มันก็ลุกได้ แต่มันลุกได้ด้วยความเคยชิน  กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว พวกนี้มันทำได้ด้วยความเคยชิน ...แต่เป็นความเคยชินแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มันก็จะเกิดความเคยชินแบบใหม่ ที่ว่าทำอะไรแล้วมันรู้ตัวได้น่ะ จะลุกจะนั่ง จะเปลี่ยนท่าทาง จะกิน จะเคี้ยว จะกลืน มันก็รู้ มันเป็นนิสัยที่มันรู้อยู่กับกาย ...มันเกิดนิสัยใหม่ขึ้นมา

ไอ้นิสัยใหม่ที่มันเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอะไรหรอก ...เกิดขึ้นเพราะว่าฝึก ฝึกให้มันรู้บ่อยๆ จนมันรู้สึกได้ถึงว่า เวลามันทำอะไรแบบไม่รู้ตัวนี่...มันจะรู้สึกว่าผิด

มันมีหิริโอตตัปปะเกิดขึ้นว่า มันทำไปแบบไม่สมบูรณ์ มันจะรู้สึกว่าทำไปแล้วไม่สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์พร้อม...ในการพูด ในการนั่ง ในการเดินนั้นๆ

ในการเดินมันก็จะรู้สึกตัวของมันเองว่า เวลาเดินแล้วไม่รู้สึกตัว มันก็จะรู้สึกว่าการเดินครั้งนี้ไม่สมบูรณ์ การมีชีวิตช่วงนี้ไม่สมบูรณ์  มันขาดอะไรไป...ไม่เต็ม ไม่พอดี

พอมันเดิน ยืน นั่ง ขยับ กิน แล้วมันมีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในกิจกรรม พฤติกรรม activity ของกายนี่ มันจะรู้เลยว่าสมบูรณ์ พอดี

ไอ้ความสมบูรณ์พอดีในการรู้ตัวอยู่กับกายโดยไม่ขาด ตรงนี้ท่านเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ...มันเป็นความพอดี เต็ม สมบูรณ์ในปัจจุบันทุกปัจจุบัน ทุกกริยาอาการ

แล้วมันก็จะคุ้นเคยกับการพอดีแบบนี้ ...นี่ ถ้ามันคุ้นเคยกับความพอดี แล้วมันก็อยู่กับความพอดีของใจรู้ในปัจจุบันนี่ ...ผลที่ได้ต่อหน้าตรงๆ เลย คือทุกข์น้อยลง

ทุกข์เพราะเราไปคิด ทุกข์เพราะเราไปในข้างหน้าข้างหลังน้อยลง ...นี่เขาเรียกว่าระงับ ระงับทุกข์ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งสมาธิเลย โดยไม่ต้องไปอยู่ในความสงบ ...อยู่ในชีวิตนี่แหละมันก็ไม่ทุกข์

แต่ว่ามันแค่ระงับทุกข์ภายนอก ที่จิตเรา หรือว่าความคิดความเห็น มันจะออกไปเกี่ยวเกาะ เกาะกุม ไปหมกมุ่น จริงจัง ...ทุกข์พวกนี้จะทุเลาไป

มันก็รักษาอยู่ในพื้นฐานความพอดี ความเป็นกลาง ระหว่างกายใจปัจจุบัน ...แล้วในขณะที่มันรักษาความพอดีกันระหว่างกายใจปัจจุบันตรงนี้ ...ปัญญามันจะเกิด

เกิดตรงที่มันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากกาย  เกิดตรงที่มันไม่อยากรู้อยากเห็นอะไรเลยนอกจากกาย ...มันจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากกาย 

ซึ่งมันจะเห็นกายที่ปรากฏจริงๆ เพราะว่ามันไม่มีความเห็น มันไม่มีตัณหา ไปหาอะไรมาวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ...นี่มันก็เห็นกายเท่าที่มันปรากฏ

ไม่ได้เห็นด้วยความอยากรู้อยากเห็นอะไร แล้วก็สร้างความอยากรู้อยากเห็นล่วงหน้า-ลับหลังออกไป ...นี่ มันก็จะเห็นรากเหง้าของกาย

รากเหง้าของกายก็คือ เหมือนกับเบสิคๆ พื้นๆ พื้นฐานของกาย...นี่ ร้อนบ้าง แข็งบ้าง อ่อนบ้าง นุ่มบ้าง ยืดหยุ่นบ้าง ทึบๆ บ้าง หนาๆ บ้างๆ ตึงๆ แน่นๆ

นี่กายเบสิค หรือกายธรรมดา...ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นของใครแต่ประการใด ...ที่มันเห็นนี่ โดยปราศจากจิตปรุงแต่ง โดยปราศจากความคิด โดยปราศจากความเห็น โดยปราศจากภาษา

ระหว่างที่มันอยู่ด้วยความสมดุลพอดี เป็นกลางสมบูรณ์อยู่กับปัจจุบันกายใจ  ไม่เกินไม่ล้ำออกไปข้างหน้าข้างหลัง ...แล้วก็ไม่ทุกข์ไม่สุขด้วย เพราะว่าจิตมันไม่ไปแกว่งหาสุขสร้างทุกข์อะไรตรงไหน 

ให้มันพอดีกับรู้ พอดีกับเห็นในกายแค่นั้นเอง มันก็เห็นด้วยความเป็นกลางๆ ธรรมดาๆ ...ตรงนี้ปัญญาเกิด ...ค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งในความเป็นกายอย่างที่มันปรากฏจริงๆ 

กายที่ไม่มีชื่อไม่มีเสียงในตัวมัน ไม่มีเพศ ไม่มีเผ่าพันธุ์ ไม่มีสถานะในตัวมัน ...เป็นอะไรอย่างหนึ่งๆๆ ขณะหนึ่ง ชั่วคราวหนึ่ง แบบเงียบๆ ของมันไป

ความรู้ความเข้าใจภายในมันก็เกิด...มันเกิดขึ้นด้วยความชอบตามธรรม หรือว่าชอบธรรม...ตามที่มันปรากฏจริงๆ ไม่ใช่ตามธรรมปรุงแต่ง

แต่มันเป็นกายที่มันเป็นตามธรรมที่ปรากฏจริงๆ เป็นธรรมจริง ...ไม่ใช่ธรรมที่ต่อเติมเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจของจิตผู้ไม่รู้ ด้วยอำนาจของ “เรา”

ก็เห็นไป ต่อเนื่องไป ยอมรับไป ค่อยๆ เข้าใจกับมันไป...พร้อมกับมันก็ถ่ายถอนความเห็นผิดไปพร้อมกัน 

ความเห็นผิดว่าเป็นเราของเรา เป็นแขนเรา เป็นขาเรา  เป็นเรานั่ง เป็นเรายืน เป็นเราพูด เป็นเราคิด เป็นเราเห็น เป็นเราได้ยิน ...มันก็ถ่ายถอนออกไป

แล้วมันก็ถ่ายถอนของมันไปเองน่ะ ไม่มีใครไปถ่ายถอนมันหรอก ...มันก็ถ่ายถอนของมันไปเองน่ะ ด้วยจิตที่มันฉลาดรู้ฉลาดเห็นแล้ว

แต่ไอ้ที่มันไม่ถ่ายถอนออกนี่...เพราะจิตมันโง่ จิตมันไม่รู้ ...เมื่อมันไม่รู้นี่ มันก็ไม่สามารถที่จะถ่ายถอนหรือว่าลบล้างความไม่รู้ด้วยตัวของมันเองได้

แต่ว่าการที่น้อมนำด้วยอำนาจของศีล สติ ให้มันอยู่ในปัจจุบัน ให้มันอยู่ในที่กายเดียวที่มันไม่ได้คิดไม่ได้ปรุง ...มันก็พาให้จิตผู้ไม่รู้นี่ ก็พาให้มันมารู้ความเป็นจริง ตามจริง อย่างที่ปรากฏจริงๆ

จากจิตที่มันโง่เขลา เมื่อมันถูกนำพามาด้วยศีล ด้วยสติ ด้วยสมาธิที่เป็นสัมมานี่ ...จิตมันก็เกิดความฉลาดขึ้นในตัวของมัน มันก็เข้าใจ และก็ยอมรับในตัวของมันว่า...อ้อ ไอ้ที่เคยเข้าใจนี่ มันไม่ใช่ 

มันโง่ มันเคยโง่ แล้วมันก็เคยเชื่อแบบโง่ๆ  เพราะมันไม่เห็นอย่างนี้ ...แต่พอมันเห็นซ้ำๆ ซ้ำๆ ลงไปว่าความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้  มันก็ค่อยๆ ฉลาดขึ้นในตัวของมันเอง

เมื่อมันฉลาดขึ้นในตัวของมันเอง มันไม่มีใครไปบังคับมันหรอกว่าจะต้องไปละความเห็นผิด ไม่ให้มันเกิดความเห็นผิดขึ้นมา มันก็ถ่ายถอนด้วยตัวของมันเอง 

ก็ด้วยจิตมันฉลาดขึ้น ไม่โง่เหมือนแต่ก่อน ...แล้วก็ไม่ใช้ชีวิตอยู่แบบพอกพูนความโง่ ความยึดในความเห็นแต่เก่าก่อน

เพราะนั้น เวลาเราเกิดมานี่ เกิดมาเป็นคนเป็นทารกเป็นเด็กนี่ ทำไมเขาพูดว่าเด็กไร้เดียงสา เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรหรอก ใครทำอะไร ใครชมมัน ใครด่ามัน มันก็หัวเราะลูกเดียว

เพราะมันไม่รู้เรื่อง ก็เลยไม่มีกิเลส ไม่ได้สะสมกิเลสมา มันไม่เข้าใจสมมุติภาษาอะไร ...แต่พอสักห้าขวบ อย่าด่านะ...มันจะโกรธแล้ว เพราะมันจะเรียนรู้เอง พร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น

ซึ่งจริงๆ น่ะกิเลสมันมีภายในอยู่แล้ว แต่มันก็...คืออายุมากขึ้น กิเลสมันก็พอกพูนขึ้น แล้วพออายุสักสิบ-ยี่สิบนี่ ทีนี้ล่ะเจ้าเล่ห์แล้ว มันรู้แล้ว เริ่มจะมีอารมณ์อย่างละเอียดประณีตขึ้น มีเล่ห์มีเหลี่ยม มีชั้นมีเชิง 

ยิ่งแก่ไปเจ็ดสิบแปดสิบนี่ อย่าไปด่าเชียว เขาถึงบอกว่าไม่มีใครดื้อกว่าคนแก่ ถือตัว รู้มากกว่าคนอื่น ไม่ยอมใคร ...คือไปๆ มาๆ นี่ ยิ่งเกิดนาน แก่อายุมากขึ้น กิเลสมันกลับหนาแน่นขึ้นนะ เห็นมั้ยว่ามันพอกพูน 

พอตายเสร็จก็ไปล้างกันใหม่ ...จริงๆ มันไม่ได้ล้างอะไรหรอก มันเป็นธรรมชาติที่ทำให้ลืมภพชาติในอดีต ความเป็น ความจำได้ ในความเข้าใจได้ในสมมุติภาษาบัญญัติมันก็ลบไป ลืมไป มันลืมไป

แต่ว่ากิเลสมันก็สะสมอยู่ข้างในเป็นชั้นของอนุสัยหรืออาสวะในกมลสันดาน ...พอเกิดมาใหม่ก็อ้อแอ้ๆ ไม่รู้อะไร ไม่รู้จะสร้างกิเลสยังไง ยังไงเรียกว่าโกรธ รัก ชอบ-ชัง หรือว่าถูกว่าผิด ...ถูกผิดมันยังไม่รู้นะ

เขาก็ชอบเปรียบเทียบว่าเด็กเหมือนกับผ้าขาวออกมา ...จริงๆ มันไม่ใช่ผ้าขาวอะไรหรอก กิเลสมันก็ยังเต็มหัวใจอยู่ในนั้น แต่ว่ามันยังไม่ได้ลิงก์กับโลกเท่านั้น

จิตมันก็...เทียวเกิดเทียวตายเท่าไหร่  แทนที่มันจะฉลาดขึ้น มันก็โง่ลงๆๆ ...เพราะเกิดมานี่มันก็มีแต่สะสมพอกพูนความยึดมั่นถือมั่น ความเป็นตัวตนของเรา

แล้วก็ทำไปตามอำนาจความยึดมั่นถือมั่น ทำไปตามความอยาก-ความไม่อยากของเรา ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น ...ยิ่งเกิดนานเท่าไหร่ ภพชาติมากขึ้นเท่าไหร่ ก็เกิดความหนาแน่นของกิเลสมากขึ้นเท่านั้น

มันจะไปหาความสงบได้จากที่ไหนเล่า มันก็เหมือนกับเอาเนยแข็งน่ะ ไปวางไว้บนกระทะร้อนๆ  นั่นน่ะความสงบ ได้แค่นั้นน่ะ ...เพราะว่าข้างในนี่ มันเหมือนกระทะทองแดง เหมือนไฟ 

กิเลสเหมือนไฟ..ใจเหมือนน้ำ ...แต่เราเข้าไม่ถึงใจหรอก เพราะว่าไฟนี่มันห่อน้ำไว้  แล้วมันสร้างเราขึ้นมา แล้วเราก็มาสร้างน้ำแข็ง..คือทำความสงบมาหุ้มไฟอีกทีหนึ่งอย่างนี้ 

นี่คือความสงบอารมณ์เท่านั้นน่ะ พอมันละลายไป แล้วก็มาอยู่กับไฟเหมือนเดิม ...แต่ว่าในไฟที่มันหุ้มนี่ มันหุ้มน้ำไว้อีกทีหนึ่งนะ คือใจนี่ที่เป็นธาตุบริสุทธิ์ ...แต่เราเข้าไม่ถึง เปิดกิเลสไม่ออก 

ซึ่งระหว่างที่มันเข้าไม่ถึงใจ แล้วมันอยู่กับไฟนี่  ไฟมันก็ทำหน้าที่เผา แล้วเราก็หาเชื้อเพลิงมาเติมมันอยู่เรื่อยๆ ...ไฟมันก็ลุกไหม้ เป็นถ่าน เป็นเชื้ออยู่ทุกลมหายใจเข้าออกจนวันตาย


(ต่อแทร็ก 12/30)





วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 12/29 (1)



พระอาจารย์
12/29 (561216A)
16 ธันวาคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เดี๋ยวนี้ ภาวนาอะไรอยู่ล่ะ ภาวนาอะไรเป็นหลัก

โยม –  ภาวนาพุทโธเป็นหลักค่ะ


พระอาจารย์ –  สงบบ้างไหม

โยม –  สงบบ้างค่ะ


พระอาจารย์ –  ภาวนาพุทโธน่ะ มันสงบบ้างไม่ได้ ...มันต้องสงบมากๆ น่ะ ไม่งั้นมันไม่พอ...ไม่พอให้เกิดปัญญา 

แค่เอาล่อเอาเถิดกับจิตสงบก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนชีวิตแล้ว มันก็ยังสงบไม่ถึงฐานสักที  คนสมัยนี้...หาความสงบได้ยาก ทำความสงบได้ยาก ปัญญามันก็ไม่เกิด  

การรักษาจิตนี่ รักษาจิตได้ยาก สงบแล้วมันรักษาจิตไม่อยู่ รักษาให้มันสงบต่อเนื่องไม่ได้  พอมาทำงานทำการน่ะ กระเจิดกระเจิงหมด ล่องลอย เผลอเพลิน ...ใช่มั้ย

เพราะนั้นกรรมฐานภาวนาที่มันเหมาะกับคนที่ยังข้องแวะอยู่กับโลก ต้องหนักไปทางสติ ให้มาก...ฝึกสติ เจริญสติในกายน่ะ ทำให้มาก ...เพราะมันเป็นการเจริญสติ ได้สติที่ได้พร้อมกับปัญญาไปด้วย 

แล้วมันไม่มีขั้นตอนอะไรหรอก มันไม่หลายขั้นตอน ...ถ้าภาวนาเอาความสงบกันก่อนนี่ มันมีหลายขั้นตอน กว่าที่มันจะเกิดปัญญาที่แท้จริง จนเป็นปัญญาขั้นสมบูรณ์

การเจริญสติในกายโดยตรงเลย โดยไม่ต้องรอให้มันสงบก่อน ...มันจะเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงไปทุกขณะเวลาที่มีสติอยู่กับปัจจุบันกาย ...สงบหรือไม่สงบไม่สำคัญ

มันสำคัญที่มันรู้มันเห็นความเป็นจริงของกายมากขึ้นกว่าเก่าก่อน ...การรู้เห็นความเป็นจริงนี่แหละคือปัญญา รู้เห็นอย่างที่มันปรากฏ เท่าที่มันปรากฏนั่นแหละ...แล้วก็เชื่อ

ถ้าไม่เชื่อก็ให้รู้ว่าปัญญายังไม่พอ ถ้ามันเชื่อก็พอ  ถ้ามันเชื่อแล้วยังกลับไปเชื่ออย่างเดิมอีกก็ยังไม่พออีก ถ้ามันเชื่อแล้วไม่กลับไปเชื่อไอ้อย่างเดิมอีกเลย นั่นแหละพอแล้ว

เพราะนั้นต้องเจริญปัญญาจนกว่ามันจะเชื่อ แล้วก็ยอมรับแบบไม่หวนเลยน่ะ ไม่สงสัยลังเลเลยว่ากายตามความเป็นจริงนี้ มันไม่ใช่ใคร..ของใคร  มันไม่มีความสุข มันเป็นทุกข์ มันแปรปรวน 

นั่นแหละมันจะเชื่อ...ปัญญามันเกิดขึ้นก็จะค่อยๆ เชื่อไป ...ปัญญาไม่เกิดมันก็ไม่เชื่อ มันก็เชื่อแบบเดิมของมัน ว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นหญิง กายนี้เป็นชาย 

แล้วมันยังหาความสุขในกายนี้ได้อยู่ ยังเป็นความสุขของเราในกายนี้อยู่ ยังเป็นทุกข์ของเราอยู่ในกายนี้ นี่ มันเป็นความเชื่อแบบที่มีในทุกคน เป็นทุกคนน่ะ 

ไอ้ความเชื่ออย่างนี้แหละ ท่านเรียกว่ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วไอ้ความเชื่อแบบมิจฉาทิฏฐินี่ มันก็ทำให้เกิดทุกข์ เป็นทุกข์ในกาย

เพราะนั้นทุกข์ในกายนี่ เนื่องด้วย “กายเรา” นี่  มันเป็นทุกข์ประจำของปุถุชน..เป็นทุกคน  แล้วมันเป็นทุกข์เบื้องต้น ทุกข์หยาบๆ เพราะมันเป็นขันธ์หยาบๆ

กายมันเป็นขันธ์หยาบ...ในขันธ์ห้านี่ กายมันหยาบที่สุดแล้ว ...เพราะนั้นเบื้องต้น เริ่มต้น เริ่มแรก มันก็ต้องมาเรียนรู้กับขันธ์หยาบนี่เสียก่อน

จนกว่ามันจะเกิดความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง จนมันทิ้งขันธ์หยาบ  นี่ ปัญญาที่เข้าไปเรียนรู้กายเห็นกาย มันก็เป็นปัญญาขั้นหยาบ มาเรียนรู้กับขันธ์หยาบ ...แต่อย่าไปประมาทว่ามันหยาบ

เพราะถ้ามันไม่เริ่มจากหยาบไปก่อน มันจะพัฒนาไปเป็นปัญญาขั้นกลาง ขั้นละเอียด ประณีตไม่ได้ ...ถ้ามันยังละขันธ์หยาบไม่ได้นี่ มันจะไปละขันธ์ละเอียด ขันธ์กลาง ขันธ์ประณีตไม่ได้

เพราะนั้นในเบื้องต้น เรื่องกายนี่ เป็นเรื่องอันดับแรก ที่จะต้องเรียนรู้ ที่จะต้องเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงกับมัน จนหมดสิ้นซึ่งความเป็นกายเราเสียก่อน

ไอ้สภาวะจิตสภาวธรรมบ้าบออะไรนั่นน่ะ ไม่ต้องไปไขว่คว้ามันหรอก มันละเอียดเกินไป ...ปัญญาขั้นละเอียดยังไม่เกิด มันจะหลง หลงสภาวะจิต หลงสภาวธรรมไป

เพราะนั้นการภาวนาก็คือการกลับมาเรียนรู้ดูเห็นความเป็นไปของกายนี่แหละ อย่างที่มันปรากฏในปัจจุบัน ...ไม่ต้องไปคิดไปนึก ไปหาไปค้น...มันมีให้เห็น มันแสดงให้ดูอยู่แล้ว

เพียงแค่เอาสตินี่มากำกับ มารู้มาเห็น มากำกับการปรากฏของกายในปัจจุบัน ด้วยความไม่ย่อท้อ ด้วยความมั่นคง ด้วยความตั้งใจ ด้วยการที่ไม่มีเวลาหยุดพัก ไม่มีเวลารอ ...ทำให้ต่อเนื่องไป

มันก็ค่อยๆ ครอบคลุมความรู้ความเห็นภายใน ที่เรียกว่าปัญญา...คือรู้จริงเห็นจริงตามสภาพของมัน ...ไม่ใช่รู้ตามสภาพความคิดนึก ไม่ใช่รู้ตามสภาพความจำ 

แล้วก็ไม่ใช่รู้ตามสภาพบัญญัติ ไม่ได้รู้ตามสมมุติ ไม่ได้รู้ตามสภาพในตำรา ไม่ได้รู้ตามสภาพที่คนอื่นเขาบอก ไม่ได้รู้ตามสภาพที่คิดเอาเองเชื่อเอาเอง นั่นน่ะ

ก็รู้เห็นตามสภาพที่มันเป็นจริง มันก็จะเข้าใจสภาพที่แท้จริงของกายมากขึ้นตามลำดับ  พร้อมๆ กับการยอมรับไปตามลำดับ แล้วก็ถอดถอนความเห็นเก่าๆ ความเชื่อเก่าๆ

นั่น ความหมายมั่นว่าเป็นกายเราของเรา มันก็ค่อยๆ จางคลายลงไป...ตราบใดที่ยังไม่หยุดยั้งในการระลึกรู้ การดู การเห็นในกาย...ด้วยความต่อเนื่อง นะ

แต่เมื่อใดที่ละการภาวนา ขาดการภาวนา  ไม่รู้ ไม่ดู ไม่เห็นในปัจจุบันกายด้วยความต่อเนื่อง ...เวลานั้นก็เป็นเวลาพอกพูนของความเชื่อความเห็นเก่าๆ ว่ายังเป็นเราของเราอยู่ต่อไป

แล้วก็ทำตามอำนาจของเราไปไม่หยุดไม่ยั้ง นี่ เหมือนกับพอกพูนเสริมอำนาจของความไม่รู้ให้มันมีกำลัง ให้มันพอกพูน ให้มันหนาแน่น ให้มันครอบคลุม

เพราะนั้นการภาวนาในเบื้องต้นนี่ ที่มันยังไม่ละความเห็นที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิในกายนี้ได้อย่างเด็ดขาด ...มันก็เหมือนกับการชิงพื้นที่กัน

เมื่อใดที่มันรู้อยู่เห็นอยู่ในกายปัจจุบัน...เมื่อนั้นกิเลสเกิดไม่ได้ หรือว่ากิเลสมันไม่งอกงาม มันชะงักงันไป ...แต่เมื่อใดที่ขาดการภาวนา ขาดสติ ขาดการระลึกรู้กำกับอยู่กับกายปัจจุบันนี่ 

มันไปอยู่กับความคิดความปรุง ไปอยู่กับเรื่องราวภายนอก ไปอยู่กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส กับหน้าที่การงาน กับอดีต กับอนาคต ...เมื่อนั้นน่ะ กิเลสก็งอกงาม 

แล้วเมื่อไหร่มันจะเห็นผล ...ก็เมื่อใดที่มันมารู้เนื้อรู้ตัว...อยู่กับกายอยู่กับใจปัจจุบันนี่ ได้มากกว่าไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นแหละ ...ถ้ามันได้มากกว่าเมื่อไหร่นี่ มันจะเห็นผลเป็นกอบเป็นกำ

แต่ถ้ายังน้อยอยู่ ไม่ต้องไปหาผลหรอก...แทบจะไม่ได้อะไร เหมือนจะไม่ได้อะไรเลย ...แต่จริงๆ มันก็ได้อยู่  แต่มันไม่สามารถจับต้องในผล...ว่าละวางจางคลายอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย

เพราะนั้นในระหว่างอย่างนี้...ที่มันรู้น้อยกว่าไม่รู้ รู้น้อยกว่าหลง แล้วไม่เห็นผลมันเกิดเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งที่ผลมันเกิดอยู่บ้างนี่ ...ตรงนี้ คนภาวนานี่มันจะท้อ มันก็ขี้เกียจ

แล้วก็ปล่อยปละละเลย ไม่ขยันหมั่นเพียรขึ้นมา มันก็ไม่มีการพัฒนาขึ้น ...ศีลก็ไม่พัฒนาขึ้น สมาธิก็ไม่พัฒนาขึ้น สติก็ไม่พัฒนาขึ้น ปัญญามันก็ไม่พัฒนาขึ้น

มันก็เหมือนกับถอยหลังลงคลองน่ะ...อยู่กับกิเลส อยู่กับความเผลอเพลิน อยู่กับอารมณ์ อยู่ไปวันๆ อยู่กับความใจลอยเผลอเพลิน ...นั่นแหละมันเหมือนถอยหลังลงคลองไป

มันก็อยู่ด้วยความสะสมกิเลส พอกพูนกิเลสความยึดมั่นถือมั่นไปในตัว โดยที่มันก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่ามันกำลังสะสมกิเลส สะสมความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นตัวเราของเรา ในความเป็นตัวเขาของเขา 

สะสมพอกพูนความยึดมั่นถือมั่น...ในการกระทำของเรา ในการกระทำของเขา ในความคิดความเห็นของเราของเขา ...ก็อยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็มีทุกข์อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ ...ทุกข์จะมากกว่าสุข

เพราะนั้นการภาวนามันไม่ได้หมายความว่าจะมานั่งหาความสงบ หรือว่ามาทำความสงบให้เกิดขึ้น ...แล้วความสงบเดี๋ยวมันก็หายไป มันไปอยู่ใต้อารมณ์

ความสงบนี่มันเหมือนก้อนน้ำแข็งอยู่บนน้ำร้อน พอน้ำแข็งละลายเมื่อไหร่ น้ำร้อนมันก็เดือดพลุ่งพล่านปรากฏออกมา นี่ มันไม่สามารถทำให้น้ำร้อนน่ะมันเย็น กลายเป็นธาตุเย็นได้

เพราะนั้นก็มีแต่ปัญญาเท่านั้นน่ะ ที่มันรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วนั่นน่ะ มันจึงจะถ่ายถอนความเห็นผิดออกจากความเข้าใจเดิมๆ ความเห็นเดิมๆ ออกไป

ถ้ายังไม่เกิดปัญญานี่ มันก็เหมือนกับวิ่งคว้าเงาไป เดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวก็ไม่ได้  เดี๋ยวก็ถึง เดี๋ยวก็ไม่ถึงที่ที่หมาย แล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิมอีก ...ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ละเลิกอะไรไม่ได้เลย 

ความเป็นเราก็ยังเต็มหัวอกหัวใจ ตั้งแต่หัวจรดตีนก็ยังเป็นเราอยู่ตลอดเวลา ...มันเลยกลายเป็นว่า ดูเหมือนภาวนาแล้วมันไม่บังเกิดมรรคผลแต่ประการใดเลย ...ก็ได้แต่ว่าสักแต่ว่าทำๆ ไป เพราะว่าเขาว่าดี ก็แค่นั้น

แต่ว่าถ้ามาเริ่มรู้จักว่าการภาวนานี่...เป้าหมายที่แท้จริงของการภาวนามันคืออะไร จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการภาวนาคืออะไร ...การภาวนามันก็จะตรง ไม่เบี่ยงเบน ไม่กลับหัวกลับหาง ไม่ลังเลสงสัยในมรรคในผล 

คือก็ต้องลอง มันต้องลอง...ลองมากำหนดรู้ดูเห็นอากัปกริยาของกายทุกปัจจุบันน่ะ ...เรื่องเหล่านี้ มันแค่ฟัง มันแค่จำ มันแค่เข้าใจเอาเองน่ะ มันก็ไม่ได้อะไร มันก็ไม่เชื่อจริงๆ

แต่ถ้ามันได้มาลองทำดู ลองเอาชีวิตของตัวเองน่ะมาพิสูจน์...ลงทุนด้วยกายวาจาใจของเจ้าของ แล้วพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติลงไปจริงๆ จังๆ 

ไม่ใช่ลงทุนพิสูจน์แบบเหยาะๆ แหยะๆ  หยิบโหย่ง โลเลๆ ไปมา  มันก็ไม่บังเกิดความรู้ความเข้าใจอะไรชัดเจน ...มันก็จะไปตามเดิม ตามที่มันเคยชิน

ตามที่มันอยาก ตามที่มันชอบ ตามที่มันเข้าใจเอาเองว่า อย่างนั้นถูกกว่า อย่างนี้ดีกว่า ตามความชอบ ตามที่เราชอบ ...นี่ อะไรที่มันเป็นเราบอก อะไรที่เราว่านี่ อย่าไปฟังมันมาก มันโกหก

เพราะนั้นการเจริญสติในกาย หรือความระลึกรู้ หรือความรู้สึกตัว หรือทำความรู้ตัว...ต้องลองฝึกดู โดยไม่อ้างกาลเวลา สถานที่ เหตุการณ์ บุคคล

ไม่ใช่ว่าจำเป็นจะต้องไปรู้ตัวแค่ตอนไปวัด ...อยู่ที่ไหนก็ต้องรู้ อยู่บนรถก็ต้องรู้ตัว ทำหน้าที่การงานก็รู้ตัวได้ เดินไปเดินมา หมุนหัน หยิบจับอะไร ลุกนั่ง...รู้ตัวได้

นั่น มันต้องไปฝึกตรงนั้นน่ะ...ฝึกอยู่ในชีวิตนั่นแหละ ...ไม่ใช่มาฝึกแค่ในวัดนี่ มันน้อย มันสั้น มันไม่พอ หรือมารู้ตัวแค่ที่บ้าน ตอนอยู่ในห้อง หรือตอนที่อยู่คนเดียวนี่...มันไม่พอหรอก


(ต่อแทร็ก 12/29  ช่วง 2)